การบ้านภาษาไทยจำเป็นสำหรับชาวต่างชาติไหม

การบ้านภาษาไทยจำเป็นสำหรับชาวต่างชาติไหม

คุณครูรู้สึกยังไงคะ เวลาได้ยินคำว่า “การบ้าน”

ผู้เขียนเองเวลานึกถึงคำนี้ สมัยที่เรายังเป็นเด็ก เป็นนักเรียนที่คุณครูให้การบ้านมาทำ คำว่า “การบ้าน” จะมาพร้อมกับความรู้สึกที่ว่า เวลาเล่น เวลาดูทีวี เวลาพักผ่อนหย่อนใจ รวมทั้งเวลานอนจะลดลง (ถ้าการบ้านเยอะมากๆ) ผู้เขียนเชื่อว่าน่าจะมีไม่กี่คนนักหรอกนะคะที่ชอบทำการบ้านและอยากได้การบ้านเยอะๆ

การบ้านคืออะไร

คำจำกัดความของ “การบ้าน”ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 กล่าวว่า การบ้าน หมายถึง “งานที่ครูกำหนดให้นักเรียนไปทำที่บ้าน” แต่อันที่จริง นักเรียนจะทำที่อื่นก็ได้เหมือนกันนะคะ แล้วแต่ว่านักเรียนมีเวลาที่จะทำตอนไหน บางคนก็ทำที่โรงเรียนก่อนกลับบ้านระหว่างที่รอผู้ปกครองมารับ บางคนก็ไปทำกับครูสอนพิเศษ เผื่อไม่เข้าใจก็จะได้มีที่ปรึกษา

ว่าแต่ว่า ทำไมถึงต้องมีการบ้านด้วยล่ะ

ปกติแล้วนักเรียนในวัยเรียนส่วนใหญ่จะมีเรียนวันละ 7 วิชา และเรียนแบบนี้ในช่วงวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ในขณะที่ผู้ใหญ่วัยทำงาน(หรือจะวัยไหนก็ตามแต่)อาจจะสนใจและเลือกเรียนบางอย่างอาทิตย์ละไม่กี่ชั่วโมง เช่น เรียนภาษาเกาหลีเพราะติดซีรี่ส์เกาหลี อยากไปเที่ยวเกาหลี่ดินแดนของโอปป้าที่รัก อยากจะพูดเกาหลีได้แม้จะเป็นระดับเบื้องต้น ก็อาจจะเรียนครั้งละ 1 ชั่วโมง 2-3 ครั้งในแต่ละอาทิตย์ หรือสนใจการวาดรูปสีน้ำ ก็ไปลงเรียนวาดรูปสีน้ำกับอาจารย์อาทิตย์ละ 3 ชั่วโมง เป็นต้น

แต่การเรียนเพียงในห้องเรียนกับคุณครูหรืออาจารย์ ไม่ว่าจะออฟไลน์หรือออนไลน์ อาทิตย์ละไม่กี่ชั่วโมง ก็ไม่ได้แปลว่าผู้เรียนจะเก่งขึ้นมาได้ทันอกทันใจเหมือนที่คิดไว้ จะเรียนอะไรก็ตาม การที่จะเก่งขึ้น คล่องขึ้น จนสามารถเปลี่ยนจาก “ความรู้” เป็น “ทักษะ”ได้นั้น ต้องอาศัยการฝึกฝน ยิ่งมีโอกาสฝึกมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเก่งขึ้น คุ้มค่า”เงิน” และคุ้มกับ”เวลา”ที่เราลงทุนไปนั่นเอง

การบ้าน – กับการเรียนภาษาต่างประเทศ

มีคำกล่าวภาษาอังกฤษว่า “Practice makes perfect” ที่จะมีความหมายทำนองว่า “ยิ่งฝึกฝนมากขึ้น ก็จะยิ่งเก่งขึ้น” ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเหมาะกับการเรียนรู้สิ่งที่สนใจมากเลยละค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนภาษาที่สอง(หรือสาม หรือสี่ หรือห้า) ผู้เขียนได้เคยกล่าวถึงในบทความที่เขียนครั้งล่าสุดว่า ภาษาไทยได้รับการจัดอันดับใน Category 3 คือเป็นภาษาที่”ค่อนข้างยากที่จะเรียนให้ใช้งานได้ดี” – คำว่า “ใช้งานได้ดี” หมายถึงใช้งานได้ในการทำงานและการใช้ชีวิตในประเทศไทยและ/หรือท่ามกลางคนไทยที่ใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร และผู้เรียนที่เรียนภาษาในกลุ่มนี้เป็นภาษาต่างประเทศมักจะใช้เวลาประมาณ 1,100 ชั่วโมงในการฝึกฝนจนใช้งานได้ดี

ดังนั้น ลองคิดดูนะคะว่า นักเรียนชาวต่างชาติของเราจะต้องเรียนและฝึกฝนอาทิตย์ละกี่ชั่วโมงถึงจะ”เก่ง”ในระดับใช้งานได้ ซึ่งการเรียนอาทิตย์ละไม่กี่ชั่วโมงกับคุณครูย่อมไม่สามารถทำได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี”การฝึกฝน”เพิ่มเติมนอกเหนือจากการใช้เวลากับคุณครูในชั้นเรียนจริง

พอมาถึงตอนนี้ เราก็คงพอจะเข้าใจแล้วว่า “การบ้าน” เป็นตัวช่วยให้นักเรียนของเรามีโอกาสได้ฝึกฝนเพื่อที่จะเก่งขึ้นมาได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ปริมาณของการบ้านเพื่อการฝึกฝนภาษาไทยนอกเหนือจากการเรียนและฝึกฝนในชั้นเรียนกับคุณครูนั้นก็ขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัยนะคะ เช่น

  • มีโอกาสฝึกในห้องเรียนมากพอไหม – ปกติแล้วในห้องเรียน คุณครูมักจะสอนเนื้อหา และเมื่อจบหัวข้อย่อยๆ แล้วก็มักจะมีการฝึกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกใช้คำ เพื่อตอบคำถาม หรือแต่งประโยค หรือแปลจากภาษาอังกฤษหรือภาษาแม่ของผู้เรียนมาเป็นภาษาไทย ฝึกอ่านออกเสียงให้ถูกต้อง เป็นต้น แต่อัตราส่วนของการฝึกปฏิบัติและการเรียนก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบหลักสูตรโดยรวมและการออกแบบเนื้อหาที่ค่อยๆ สอนไปทีละขั้นๆ ของคุณครูแต่ละท่านหรือของสถาบัน/โรงเรียนแต่ละแห่ง
  • โอกาสฝึกนอกห้องเรียนกับคนไทยบ่อยไหม – ผู้เขียนมีนักเรียนบางคนที่สนใจภาษาไทยจนมาลงเรียน แต่พอถามว่ามีโอกาสที่จะเอาไปใช้ในชีวิตขณะนี้สักแค่ไหน คำตอบคือไม่ค่อยมีโอกาสเพราะอยู่ต่างประเทศและวันๆ ก็ยุ่งกับการทำงาน แต่ที่มาลงเรียนเพราะมีแผนที่จะย้ายมาทำงานและใช้ชีวิตในประเทศไทย เคยแนะนำให้เขาลองทำความรู้จักกับเพื่อนที่เป็นคนไทยเพื่อหัดใช้ภาษาไทยในการสนทนาโต้ตอบ บางครั้งนักเรียนของเราใช้ภาษาไทยเวลาไปกินอาหารที่ร้านอาหารไทยในเมืองที่เขาอยู่หรือเขาไปเที่ยว การฝึกกับคนไทยจะมีส่วนช่วยให้ผู้เรียนของคุณครูได้ลองเอาสิ่งที่เรียนไปใช้ในชีวิตประจำวัน คนไทยเราส่วนมากจะพร้อมเข้าใจเวลาที่ได้ยินชาวต่างชาติมาพูดภาษาไทยด้วย ถึงจะเสียงผิดๆถูกๆ ก็พอเดาออก และถ้ารู้จักกันเป็นการส่วนตัวก็ช่วยแก้การออกเสียงที่ผิด(ส่วนมากเป็นเสียงวรรณยุกต์)ให้ได้
  • มีเวลาเพื่อทำการบ้านมากน้อยเพียงใด – สำหรับชาวต่างชาติที่มาเรียนภาษาไทยนั้น ควรจะเผื่อเวลาที่ตนเองคิดว่าจะพอกำหนดไว้เพื่อใช้ทำการบ้านและฝึกฝนสิ่งที่เรียนมา บางคนอาจจะมีเวลาวันละครึ่งชม.ถึงหนึ่งชม. การได้ทำการบ้านและฝึกฝนบ่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เกิดความคุ้นเคยกับเสียง คำศัพท์ และการใช้ภาษามากกว่าผู้ที่นานๆ มาโหมทำสักที
  • มีความตั้งใจที่จะเรียนให้ได้ผลที่ต้องการในเวลาเท่าใด – และ เป็นระยะเวลาที่”สมจริง (realistic)” แค่ไหน – ผู้เรียนบางคนอยากจะเรียนให้ตนเองสามารถใช้ภาษาไทยในการทำงานได้เลยภายในหนึ่งเดือน จากการไม่เคยรู้จักภาษาไทยมาก่อน แถมภาษาแม่ของตนเองก็แตกต่างจากภาษาไทยคนละตระกูล แถมเวลาที่จะเผื่อนอกชั้นเรียนเพื่อฝึกฝนหรือทำการบ้านก็ยังไม่ค่อยจะมีเสียอีก แบบนี้ผู้เขียนก็คงจะบอกว่าคงมีโอกาสน้อย นอกจากจะจำคำศัพท์ได้สักจำนวนหนึ่งและใช้โต้ตอบได้นิดๆหน่อยๆ

การที่จะเรียนภาษาต่างประเทศให้ได้ผลดี ส่วนสำคัญที่สุดของผู้เรียนคือความมุ่งมั่นตั้งใจ และความขยันในการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะการทำการบ้านที่คุณครูให้ แต่สามารถหาได้จากการแหล่งความรู้สาพัดสารพันในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีมีส่วนช่วยอย่างมากมายนะคะ

 

สำหรับคุณครูที่เริ่มสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติที่ได้อ่านบทความนี้แล้ว และรู้สึกว่าอยากจะหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเปิดโลกทัศน์ของการสอน ตลอดจนเพิ่มพูนทั้งความรู้และทักษะให้แก่ตนเอง เพื่อเพิ่มประสบการณ์การสอนของตนเองให้มากขึ้น ผู้เขียนขอแนะนำให้ท่านลองติดต่อ TSLTK ดูนะคะ เพราะทางสถาบัน TSLTK มีบริการทั้งคอร์สสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คอร์สอบรมคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นครูสอนภาษาไทยออนไลน์หรือออฟไลน์ และยังมีบริการในเรื่องสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติชนิดต่างๆ ทั้งบทเรียนและแบบฝึกหัด ที่ออกแบบมาและพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลจริงกับผู้เรียนต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยมีการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาสื่อการสอนเหล่านี้มานานนับสิบๆ ปีทีเดียว และในขณะนี้ก็กำลังผลิตสื่อการสอนสำหรับผู้ใหญ่โดยเฉพาะที่ใกล้จะวางแผงเร็วๆนี้แล้ว ทางสถาบันฯ พร้อมให้คำแนะนำและบริการคุณครูเสมอค่ะ

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร หนังสือ และคอร์สอบรมของเราได้ที่ไลน์ @TSLTK

โดย ครูหนูอ้น

 

😎😎😎😎😎

 

อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

แจกฟรี! สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ PDF

สอบถามเพิ่มเติมทางไลน์ @TSLTK ได้เลยนะคะ

 

👩‍🏫 คอร์สอบรมและสื่อของเราเหมาะสำหรับ

✅ ครูที่สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติอยู่แล้ว

✅ ผู้ที่สนใจเริ่มต้นอาชีพครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

 

#อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#เทคนิคการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติPDF

#ฟรีตัวอย่างสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#วิธีสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#คู่มือสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

ภาษาไทยยากตรงไหน

ภาษาไทยยากตรงไหน

เคยมีใครถามบ้างไหมคะว่า “ภาษาไทยยากไหม” หลายๆ คนถูกถามแล้วก็อาจจะหยุดเพื่อคิดสักครู่ก่อนจะตอบว่า “ก็ยากเหมือนกันนะ” แล้วเราก็ตอบแบบนี้ทั้งๆ ที่เราใช้ภาษาไทยในการสื่อสารมาตั้งแต่เราเกิด เรียนที่โรงเรียนโดยมีวิชาภาษาไทยเป็นวิชาบังคับมาตลอด กลับบ้านไปก็ใช้ภาษาไทยนี้แหละที่พูดกับคุณพ่อคุณแม่ พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ

แล้วใช้ภาษาไทยมาตั้งเป็นสิบๆ ปี ยังบอกว่าภาษาไทยยากอีกหรือคะ

ผู้เขียนอยากจะบอกว่า ถึงจะใช้ภาษาไทยมาตลอด ก็ไม่ค่อยจะกล้าสรุปว่าภาษาไทยนั้นง่ายหรอกนะคะ เพราะที่เราๆ ท่านๆ ใช้กันในชีวิตประจำวันนั้น ใช่ว่าจะถูกต้องไปเสียทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ มีทั้งใช้ภาษาผิดหลักภาษา ใช้คำผิด สะกดคำผิด (ขนาดคำว่า”เปอร์เซ็นต์” นี่ก็ยังต้องไปเปิดพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานดูเลย) เมื่อมาเป็นคุณครูสอนภาษาไทยนี่ยิ่งต้องระวังมากขึ้น พยายามให้มีข้อผิดพลาดให้น้อยที่สุด ไม่ว่าจะในขณะที่สอนนักเรียนต่างชาติหรือทำคอนเทนต์บนสื่อโซเชียลก็ตาม

พอผู้เขียนไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมก็พบว่า สถาบันที่มีชื่อว่า Foreign Service Institute ได้จัดระดับความยากในการเรียนภาษาไทยให้อยู่ในกลุ่มที่ 3 (Category III) เรียกว่า”ค่อนข้างยาก” โดยพิจารณาจากภาพรวมของการเรียนภาษาในแง่มุมต่างๆ ทั้งในแง่ของ

  • Linguistic Distant ยิ่งภาษาแม่ของผู้เรียนมีความแตกต่างทางภาษาศาสตร์จากภาษาที่ต้องการเรียนมากเท่าไร ก็จะยิ่งมีระดับของความยากเพิ่มมากขึ้น
  • Grammar ระบบไวยากรณ์
  • Pronunciation การออกเสียง ซึ่งจะพบว่าภาษาที่เป็น Tonal Language (หรือภาษาที่ระดับของเสียงที่แตกต่างกันมีผลต่อความหมายของคำ)มักจะเรียนรู้และฝึกฝนยากกว่า
  • Writing System ระบบการเขียน ซึ่งรวมถึงการใช้อักษรแบบโรมันแบบตัวอักษรภาษาอังกฤษ การใช้อักษรในภาษาของตนเอง และการใช้อักษรที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของภาษา เช่นภาษาจีน

โดยที่สถาบันฯ ดังกล่าวจะพิจารณา”ความยากของการเรียนภาษานั้นๆ” จาก ”ระยะเวลา” ที่บุคคลผู้นั้น(ที่มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่)ใช้ในการเรียนและฝึกฝนภาษานั้นจนถึงขั้นที่ 3 – ซึ่งในขั้นนี้จะเทียบได้กับการสื่อสารที่สามารถฟัง พูด อ่าน เขียนเพื่อการใช้ชีวิตและการทำงานได้คล่อง สำหรับภาษาในกลุ่มที่ 3 (Category III) ที่ทางสถาบันฯ จัดระดับความยากของภาษาไทยไว้นั้น หมายถึงผู้เรียนชาวต่างชาติจะใช้เวลาเรียนภาษาในกลุ่มนี้ประมาณ 44 สัปดาห์ หรือใช้เวลาประมาณ 1,100 ชั่วโมงในการฝึกฝนจนสามารถใช้ภาษาในกลุ่มนี้ได้ในเกณฑ์ดี

แล้วชาวต่างชาติทั่วๆ ไปมองว่าภาษาไทยยากตรงไหน

จากประสบการณ์ของผู้เขียนเมื่อเริ่มเป็นคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ รวมทั้งจากการค้นคว้าและแบ่งปันประสบการณ์จากคุณครูท่านอื่นๆ เราพบว่าชาวต่างชาติส่วนใหญ่จะบอกว่า ความยากของภาษาไทยอยู่ที่เรื่องต่างๆ เหล่านี้ค่ะ

  1. ระดับเสียง (Tones) – เรื่องเสียงวรรณยุกต์ของภาษาไทยนี่ดูจะยืนหนึ่งมาเลยนะคะ ผู้เรียนหลายคนไปเห็นคอนเทนต์ที่คุณครู (หรือ influencer) หลายท่านทำเพื่อดึงดูดผู้ชมหรือผู้ที่สนใจภาษาไทย บ้างก็จะหัวเราะขำๆ บ้างก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ที่คุณครูภาษาไทยแอบเศร้าที่สุดคือ ผู้ที่อยากเรียนภาษาไทยบางคนล้มเลิกความคิดที่จะเรียนภาษาไทยไปเลยเพราะเห็นคอนเทนต์ทำนองนี้แล้วไม่กล้าเรียน กลัวว่าตนเองจะเรียนไม่ได้
  2. ลักษณนาม (Classifier) – ลักษณนามเป็นส่วนหนึ่งของภาษาที่ไม่มีในภาษาอังกฤษ เพราะในภาษาอังกฤษเมื่อจะบอกจำนวนนับหรือ number ของคำนาม ก็จะบอกตัวเลขไว้ข้างหน้าคำนามนั้นไปเลย เช่น three (3) dogs แต่ในภาษาไทยเราจะเริ่มด้วยคำนาม ตามด้วยจำนวนแล้วจึงจะมีคำลักษณนามของคำนามนั้นๆ ดังนั้น three dogs ในภาษาอังกฤษ หรือ les trois chiens ในภาษาฝรั่งเศส หรือ drei hunde ในภาษาเยอรมัน จึงใช้ว่า “หมาสามตัว”ในภาษาไทย ชาวต่างชาติมักจะรู้สึกว่าเวลาเรียนคำนามในภาษาไทยจึงต้องจำลักษณนามหรือ classifier ของนามนั้นๆ ไปด้วย เพราะจะว่าไปก็มีการใช้ลักษณนามนอกเหนือจากการบอกจำนวนอีก เช่น ใช้ลักษณนามเมื่อมีการ”บ่งชี้”หรือชี้เฉพาะ เช่น รถคันนี้ หมาตัวนี้ หรือใช้ในการถาม-ตอบเกี่ยวกับปริมาณและราคา เช่น ส้มราคากิโลละกี่บาท บ้านราคาหลังละเท่าไหร่ เป็นต้น ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วก็ออกจะเป็นเรื่องจุกจิกอยู่พอสมควรเหมือนกัน
  3. คำลงท้าย (particles) – เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้เรียนต่างชาติมักจะมีคำถามกับคุณครูภาษาไทย เชื่อว่าคุณครูภาษาไทยที่สอนจนถึงบทสนทนาจะต้องถูกถามเกี่ยวกับเรื่องคำลงท้ายนี้แล้วทุกคน แรกเริ่มคุณครูส่วนมากจะสอนคำว่า ครับ ค่ะ คะ แต่ต่อๆ มาก็จะเริ่มมีคำอื่นๆ ตามมา เช่น เหรอ หรอก ละ นะ น่ะ เลย หน่อย เถอะ จัง ฯลฯ ซึ่งคำเหล่านี้ไม่ได้มีคำแปลที่ตรงตัวกับคำภาษาอังกฤษ และคนไทยก็จะใช้คำเหล่านี้เป็นไปเองตามความเคยชินในการใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน จึงทำให้อธิบายยากพอสมควร
  4. การเขียนภาษาไทยไม่มีการเว้นวรรคระหว่างคำ – เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ชาวต่างชาติจะงุนงงมากเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มเรียนการเขียนและการอ่านภาษาไทย เพราะในภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นๆ นั้น แต่ละคำจะเขียนโดยมีการเว้นวรรค (ประมาณหนึ่งเคาะบน space bar) ทำให้ทราบว่าคำๆ นี้ยาวแค่ไหน มีพยัญชนะท้ายคำหรือตัวสะกดหรือเปล่า แต่สำหรับภาษาไทยจะเขียนติดกันไปยาวๆ จนกว่าจะจบความหรือจบประโยคจึงจะเว้นวรรคเพื่อขึ้นต้นความหรือประโยคใหม่ (ประมาณสองเคาะบน space bar) นอกจากนี้ในภาษาไทยยังไม่นิยมเขียนเครื่องหมายวรรคตอนเพื่อแบ่งคำ ความ หรือประโยค เช่น มหัพภาค (.) หรือจุลภาค (,) หรือแม้กระทั่งเครื่องหมายปรัศนี (?) เพื่อแสดงว่าประโยคนั้นเป็นประโยคคำถาม เพราะในภาษาไทยเราใช้คำลงท้ายและคำแสดงคำถามอยู่แล้ว เราจึงทราบว่าเป็นประโยคคำถาม เช่นคำว่า ไหน หรือ เหรอ รึเปล่า ไหม ทำไม ที่ไหน เป็นต้น

ทั้ง 4 หัวข้อนี้ ดูจะเป็นสิ่งที่ชาวต่างชาติที่สนใจจะเรียนภาษาไทยรู้สึกว่าเป็นเรื่อง ”ยาก” อันดับต้นๆ สำหรับพวกเขา แต่บางคนก็จะมองว่าเป็นเรื่องที่ “ท้าทาย” และมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้ฝึกฝนเพื่อให้ก้าวข้ามความยากหรือความท้าทายนี้ให้ได้ พวกเราในฐานะคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติจึงควรระลึกเสมอว่า หน้าที่หนึ่งของพวกเราคือการ”เข้าใจ”ความรู้สึกของพวกเขา และการ”ช่วยเหลือ”ให้พวกเขาได้เข้าใจ เรียนรู้และสามารถใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารได้ตามที่พวกเขาตั้งใจไว้

 

สำหรับคุณครูที่เริ่มสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติที่ได้อ่านบทความนี้แล้ว และรู้สึกว่าอยากจะหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเปิดโลกทัศน์ของการสอน ตลอดจนเพิ่มพูนทั้งความรู้และทักษะให้แก่ตนเอง เพื่อเพิ่มประสบการณ์การสอนของตนเองให้มากขึ้น ผู้เขียนขอแนะนำให้ท่านลองติดต่อ TSLTK ดูนะคะ เพราะทางสถาบัน TSLTK มีบริการทั้งคอร์สสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คอร์สอบรมคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นครูสอนภาษาไทยออนไลน์หรือออฟไลน์ และยังมีบริการในเรื่องสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติชนิดต่างๆ ทั้งบทเรียนและแบบฝึกหัด ที่ออกแบบมาและพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลจริงกับผู้เรียนต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยมีการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาสื่อการสอนเหล่านี้มานานนับสิบๆ ปีทีเดียว ทางสถาบันฯ พร้อมให้คำแนะนำและบริการคุณครูเสมอค่ะ

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร หนังสือ และคอร์สอบรมของเราได้ที่ไลน์ @TSLTK

โดย ครูหนูอ้น

 

😎😎😎😎😎

 

อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

แจกฟรี! สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ PDF

สอบถามเพิ่มเติมทางไลน์ @TSLTK ได้เลยนะคะ

 

👩‍🏫 คอร์สอบรมและสื่อของเราเหมาะสำหรับ

✅ ครูที่สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติอยู่แล้ว

✅ ผู้ที่สนใจเริ่มต้นอาชีพครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

 

#อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#เทคนิคการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติPDF

#ฟรีตัวอย่างสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#วิธีสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#คู่มือสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ