สอนภาษาไทยกับวัฒนธรรมไทยให้นักเรียนต่างชาติ

สอนภาษาไทยกับวัฒนธรรมไทยให้นักเรียนต่างชาติ

คุณครูที่สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติทราบไหมคะว่าท่านกำลังนำเสนอวัฒนธรรมไทยให้พวกเขาด้วย? บางท่านอาจจะงงกับคำกล่าวนี้ วันนี้เราจะมาดูกันค่ะ ว่าคุณครูสอนภาษาไทยนำเสนอหรือสอนวัฒนธรรมไทยไปด้วยตอนไหน อย่างไร

 

วัฒนธรรมคืออะไร

 

ถ้าจะดูจากคำจำกัดความของคำว่า “วัฒนธรรม” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ได้ให้ความหมายของคำนี้ว่า “น. สิ่งที่ทำความเจริญงอกงามให้แก่หมู่คณะ เช่น วัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมในการแต่งกาย, วิถีชีวิตของหมู่คณะ เช่น วัฒนธรรมพื้นบ้าน วัฒนธรรมชาวเขา” ในขณะที่มีประเด็นการกล่าวถึงความหมายของวัฒนธรรมอยู่มากมายตั้งแต่อดีต หากแต่ผู้เขียนขออนุญาตยกข้อสรุปจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ที่กล่าวว่า

 

“วัฒนธรรม หมายถึง วิถีการดำเนินชีวิต (The Way of Life) ของคนในสังคม นับตั้งแต่วิธีกิน วิธีอยู่ วิธีแต่งกาย วิธีทำงาน วิธีพักผ่อน วิธีแสดงอารมณ์ วิธีสื่อความ วิธีจราจรและขนส่ง วิธีอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ วิธีแสดงความสุขทางใจ และหลักเกณฑ์การดำเนินชีวิต (….)”

 

เมื่อเราพูดถึงวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ เราคงพอจะนึกถึงตัวอย่างต่างๆ ต่อไปนี้ได้ เช่น

  1. ภาษาไทยคือ ภาษาพูดที่ใช้สื่อสารกันได้อย่างเข้าใจ ถึงแม้จะมีสำเนียงที่แตกต่างกันไปบ้างในแต่ละพื้นที่ รวมถึงการใช้ศัพท์กับบุคคลในระดับต่าง ๆ และอักษรไทยที่ใช้ในภาษาเขียนโดยทั่วไป
  2. การแต่งกายปัจจุบันการแต่งกายของคนไทยในชีวิตประจำวันเป็นสากลมากขึ้น แต่ก็ยังคงเครื่องแต่งกายของไทยไว้ในโอกาสสำคัญต่าง ๆ เช่น ในงานพระราชพิธี งานที่เป็นพิธีการ หรือในโอกาสพบปะ สังสรรค์ระหว่างผู้นำ พิธีแต่งงาน งานเทศกาลและงานประเพณีที่จัดขึ้น หรือในกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องการแสดงให้เห็นถึงความเป็นไทยอย่างชัดเจน
  3. การแสดงความเคารพด้วยการไหว้และกราบซึ่งแบ่งแยกออกได้อย่างชัดเจน เช่น กราบพระพุทธรูป กราบพระสงฆ์ กราบไหว้บุคคลในฐานะ หรือวัยต่าง ๆ ตลอดจนการวางตนด้วยความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน การแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ ความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมไปถึงความเกรงใจ ซึ่งยังคงเป็นลักษณะพิเศษของคนไทยจำนวนมาก
  4. สถาปัตยกรรมซึ่งเราสามารถเห็นได้จากชิ้นงานที่ปรากฏในศาสนสถาน โบสถ์วิหาร ปราสาทราชวัง ตลอดจนอาคารและบ้านทรงไทย
  5. ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีประเทศไทยมีการติดต่อกับหลายเชื้อชาติ ทำให้มีการรับวัฒนธรรมของชาติต่างๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม และปฏิบัติสืบต่อกันมาจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของไทย
  6. ดนตรีไทย กีฬาไทย และการละเล่นพื้นเมืองต่างๆ

 

ซึ่งเราก็คงจะเห็นแล้วว่า ภาษาไทยเป็นวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยที่ยังคงใช้กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน พวกเราในฐานะคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นการสอนที่เน้นการฟังและการพูด หรือการอ่านและการเขียนก็ตาม คุณครูก็ล้วนต้องรวมการสอนคำศัพท์และการใช้คำศัพท์ในหลายแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของไทย เช่น

  1. ภาษาไทยใช้คำลงท้ายประโยคที่เรียกว่า “particles” เพื่อสื่อความหมายต่างๆ – เช่น การใช้คำลงท้ายประโยคบอกเล่าเพื่อแสดงความสุภาพของผู้พูด เช่น “ครับ ค่ะ” หรือใช้คำว่า “ไหม”เป็นการแสดงคำถามเพื่อการตอบรับหรือปฏิเสธ หรือใช้คำว่า “นะ” ในประโยคเพื่อทำให้ประโยคสละสลวยขึ้นไม่ห้วนเกินไป หรืออาจจะเพื่อขอร้องหรือประนีประนอม เป็นต้น แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมของคนไทยที่ใส่ใจกับผู้อื่น หรือพยายามที่จะไม่ให้เกิดเรื่องวิวาทหรือเข้าใจผิด
  2. ภาษาไทยมีระดับของภาษา ที่สื่อถึงการใช้ภาษากับบุคคลระดับต่างๆ ในสังคมและในบริบทต่างๆ เช่น คำราชาศัพท์ ภาษาราชการที่มีความเป็นทางการ ภาษากึ่งทางการ เช่นภาษาที่ใช้ในการเขียนข่าวและ/หรือบทความ ภาษาแสดงความเป็นกันเอง หรือภาษาปาก คือภาษาที่ใช่ในหมู่คนใกล้ชิดและเพื่อน เมื่อจะใช้สื่อความหมายให้ถูกต้องเหมาะสมจึงจำเป็นต้องใช้ภาษาไทยให้ถูกกลุ่มถูกระดับ
  3. ภาษาไทยกับการใช้คำเรียก สำหรับการติดต่อราชการ ติดต่อธุรกิจหรือการพูดกับคนที่เพิ่งรู้จัก คนไทยจะใช้คำว่า “คุณ”เป็นสรรพนาม แต่ในอีกแง่หนึ่ง การสนทนาในบริบทที่ไม่ต้องเป็นทางการหรือสามารถเป็นกันเองได้ คนไทยส่วนใหญ่นิยมเรียกผู้ที่ตนสนทนาด้วยว่า “พี่” หากเขา/เธอดูจะมีอายุมากกว่าตน หรือเรียกว่า “น้อง” หากเขา/เธอดูจะมีอายุน้อยกว่าตน หรือเรียก “ลุง” “ป้า” หากคิดว่าเขาอายุมากกว่าตนมาก เป็นต้น แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมของคนไทยที่ยังให้ความสำคัญกับวัยวุฒิหรืออาวุโส
  4. การใช้คำแทนตัวหรือใช้ชื่อเล่นแทนสรรพนาม – คนไทยส่วนใหญ่มีชื่อตัว (given name) ซึ่งส่วนมากเป็นคำที่มาจากภาษาอื่นเช่นภาษาสันสกฤต และในหลายๆ โอกาสก็ยากแก่การออกเสียง คนไทยส่วนใหญ่จึงนิยมมีชื่อเล่น (nick name) ซึ่งมักจะเป็นชื่อไทยๆ หรือคำไทย มีความหมายบ้างไม่มีบ้าง อาจจะเป็นชื่อสัตว์ต่างๆ แสดงถึงความน่ารักน่าเอ็นดู หรือบางทีก็เพราะอยากให้เป็นมงคลแก่ตัว มีความก้าวหน้า เป็นใหญ่เป็นโตในหน้าที่การงาน ฯลฯ การตั้งชื่อเล่นก็เพื่อให้ง่ายต่อการออกเสียงเรียก และคนไทยส่วนมากก็นิยมที่จะเรียนชื่อเล่นของตนเองแทนสรรพนามบุรุษที่หนึ่งในเวลาที่พูดกับคนอื่น เพราะในภาษาไทยไม่มีคำว่า “I” เพื่อใช้พูดกับผู้อื่นที่ตนสนิทสนมด้วย

 

คงจะเห็นแล้วนะคะว่า การสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาตินั้น คุณครูไม่สามารถหลีกเลี่ยงการแนะนำวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมไทยของเราให้แก่ผู้เรียนในขณะที่สอนภาษาไทยได้เลย ผู้เขียนหวังว่าคุณครูภาษาไทยทุกท่านคงจะตระหนักในข้อนี้ และช่วยกันส่งต่อประสบการณ์และความรู้สึกดีๆ เกี่ยวกับประเทศไทยและวัฒนธรรมไทยให้กับนักเรียนของคุณครูไปพร้อมๆ กันด้วยนะคะ

 

 

สำหรับคุณครูที่เริ่มสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติที่ได้อ่านบทความนี้แล้ว และรู้สึกว่าอยากจะหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเปิดโลกทัศน์ของการสอน ตลอดจนเพิ่มพูนทั้งความรู้และทักษะให้แก่ตนเอง เพื่อเพิ่มประสบการณ์การสอนของตนเองให้มากขึ้น ผู้เขียนขอแนะนำให้ท่านลองติดต่อ TSLTK ดูนะคะ เพราะทางสถาบัน TSLTK มีบริการทั้งคอร์สสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คอร์สอบรมคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นครูสอนภาษาไทยออนไลน์หรือออฟไลน์ และยังมีบริการในเรื่องสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติชนิดต่างๆ ทั้งบทเรียนและแบบฝึกหัด ที่ออกแบบมาและพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลจริงกับผู้เรียนต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยมีการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาสื่อการสอนเหล่านี้มานานนับสิบๆ ปีทีเดียว และในขณะนี้ก็กำลังผลิตสื่อการสอนสำหรับผู้ใหญ่โดยเฉพาะที่ใกล้จะวางแผงเร็วๆนี้แล้ว ทางสถาบันฯ พร้อมให้คำแนะนำและบริการคุณครูเสมอค่ะ

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร หนังสือ และคอร์สอบรมของเราได้ที่ไลน์ @tsltk

โดย ครูหนูอ้น

 

😎😎😎😎😎

 

อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

แจกฟรี! สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ PDF

สอบถามเพิ่มเติมทางไลน์ @TSLTK ได้เลยนะคะ

 

👩‍🏫 คอร์สอบรมและสื่อของเราเหมาะสำหรับ

✅ ครูที่สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติอยู่แล้ว

✅ ผู้ที่สนใจเริ่มต้นอาชีพครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

 

#อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#เทคนิคการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติPDF

#ฟรีตัวอย่างสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#วิธีสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#คู่มือสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

จะให้การบ้านภาษาไทยนักเรียนต่างชาติอะไรดี

จะให้การบ้านภาษาไทยนักเรียนต่างชาติอะไรดี

ในบทความครั้งล่าสุด ผู้เขียนได้กล่าวถึงความสำคัญของ”การบ้าน”สำหรับนักเรียนชาวต่างชาติที่เรียนภาษาไทย ในวันนี้เราจะมาดูกันค่ะว่า เราจะสามารถให้การบ้านดังกล่าวในลักษณะใดได้บ้าง

 

เนื่องจากนักเรียนชาวต่างชาติของเรานั้นอาจจะแบ่งกว้างๆ จากกลุ่มอายุ เช่นกลุ่มนักเรียนที่เป็นเด็ก ซึ่งก็มีทั้งเด็กเล็กและเด็กโต ที่แน่นอนละว่าความสนใจของทั้งสองกลุ่มนี้น่าจะแตกต่างกัน กับกลุ่มผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่วัยทำงาน(และอาจจะมีเกินกว่าวัยทำงานแล้วด้วยซ้ำ) ในวันนี้ผู้เขียนขออนุญาตที่จะกล่าวถึงเฉพาะกลุ่มหลัง โดยเฉพาะกับกลุ่มที่เรียนการฟังและการพูดในระดับเริ่มต้นก่อนนะคะ

 

สำหรับผู้เรียนที่เน้นเรียนการฟังและการพูดในภาษาไทย ในระหว่างชั่วโมงเรียนที่เรียนกับคุณครู ไม่ว่าจะเป็นการเรียนออนไลน์หรือการเรียนแบบตัวต่อตัวในห้องเรียน คุณครูจะใช้โอกาสนั้นไปเพื่อทบทวนสิ่งที่เรียนไปแล้วและสอนคำศัพท์ใหม่ๆเพิ่มขึ้น สอนวิธีการใช้คำศัพท์เหล่านั้นที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน ควบคู่ไปกับการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ออกเสียงและเห็นวิธีการใช้คำศัพท์ในสถานการณ์จริงในรูปแบบต่างๆ ของการสนทนา ซึ่งในช่วงที่เป็นชั่วโมงเรียนนักเรียนสามารถสนทนาโต้ตอบกับคุณครูได้โดยตรง แต่เมื่อนักเรียนต้องไปทบทวนนอกชั้นเรียน สิ่งที่คุณครูควรจะพิจารณาเมื่อจะมอบหมายการบ้านให้นักเรียนนั้นน่าจะเป็น 2 เรื่องหลักนี้ คือ

 

  • คำศัพท์ ความหมาย และการนำไปใช้ – ในการเรียนสนทนาภาษาไทยนั้น แม้ว่าจะไม่เน้นที่การอ่านและการเขียน แต่สิ่งที่นักเรียนต้องรู้และเข้าใจคือคำศัพท์ไทย ทั้งความหมายและการใช้ ดังนั้น การบ้านที่คุณครูควรจะให้กับนักเรียนจึงควรจะตอบโจทย์ที่ว่านักเรียนสามารถเข้าใจคำศัพท์ และสามารถใช้คำศัพท์นั้นอย่างถูกต้องในการ “ใช้ภาษา”เพื่อการสนทนาโต้ตอบกับคนไทยหรือผู้ที่ใช้ภาษาไทยคนอื่นๆ

 

  • ให้การบ้านในเรื่องที่เรียนไปแล้ว – สิ่งหนึ่งที่คุณครูควรจะพิจารณาในการจัดทำ – หรือจัดหา สำหรับคุณครูที่อาจจะไม่มีเวลาจัดทำเอง – การบ้านให้นักเรียนของคุณครูนั้น คือ การบ้านควรจะต้องมีเนื้อหาสอดคล้องกับสิ่งที่ได้สอนนักเรียนไปแล้ว เพราะหากนักเรียนเห็นโจทย์แล้วไม่เข้าใจในทันทีก็ยังพอจะเดาได้ว่าต้องไปหาจากบทไหน

 

สำหรับรูปแบบของการบ้านที่คุณครูสามารถเตรียมทำหรือจัดหาให้นักเรียนของคุณครูนั้น ก็มีได้ในหลายรูปแบบนะคะ เช่น

  1. เติมคำในช่องว่าง – ให้โจทย์เป็นกลุ่มคำหรือประโยคที่มีช่องว่างที่คุณครูต้องการฝึกหรือทบทวนนักเรียนในการใช้ และมีคำต่างๆ ให้นักเรียนเลือกเติมให้ถูกต้อง ในโจทย์ลักษณะนี้นักเรียนต้องเข้าใจคำศัพท์ทั้งหมดเพื่อที่จะเลือกเติมได้ถูกต้องตามหน้าที่ของคำนั้นๆ ในประโยคหรือกลุ่มคำดังกล่าว
  2. แต่งประโยคจากคำหรือภาพที่ให้ – ในโจทย์แบบนี้คุณครูจะให้คำที่ต้องการประเมินว่านักเรียนเข้าใจและสามารถใช้ในประโยคให้สามารถสื่อความหมายได้อย่างไร เป็นการทบทวนทั้งในแง่ของคำศัพท์และการใช้ภาษา
  3. ทบทวนคำศัพท์ – โจทย์ลักษณะนี้สามารถทำได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการจับคู่คำกับความหมายที่ถูกต้อง (matching) เลือกคำตอบที่ถูกต้องจากคำที่ให้ (multiple choices) ซึ่งสามารถประเมินคำศัพท์นั้นๆ เป็นคำๆ หรือเมื่อนำคำศัพท์นั้นไปใช้ในประโยคแล้ว
  4. เรียงลำดับคำให้ถูกต้อง – ในโจทย์ลักษณะเช่นนี้จะประเมินว่านักเรียนเข้าใจวิธีการใช้คำศัพท์นั้นๆ ในประโยคโดยเรียงลำดับของคำได้มีความหมายที่ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งเป็นการทบทวนทั้งในแง่ของการใช้ภาษาและความหมายของคำศัพท์เหล่านั้น

 

ในปัจจุบัน รูปแบบของการบ้านไม่ได้มีเพียงการเขียนในกระดาษหรือพิมพ์เป็นเอกสารเท่านั้น แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการศึกษาที่มีพัฒนาการที่ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้รูปแบบของการบ้านมีความน่าสนใจมากขึ้นในแง่ของการ “นำเสนอ”แบบมีปฏิสัมพันธ์โดยตรง (interactive) หรือแบบออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเกมส์ การทำการบ้านและการตรวจผลออนไลน์ ตลอดจนการให้การบ้านนักเรียนไปแต่งประโยคหรือข้อความสั้นๆ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียนไปและอัดเป็นไฟล์เสียง หรืออัดเป็นคลิปวีดิโอส่งคุณครู ซึ่งก็อยู่ที่คุณครูแต่ละท่านจะถนัดใช้ความคิดสร้างสรรค์ของตนเองเพียงใดค่ะ

 

สำหรับคุณครูที่เริ่มสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติที่ได้อ่านบทความนี้แล้ว และรู้สึกว่าอยากจะหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเปิดโลกทัศน์ของการสอน ตลอดจนเพิ่มพูนทั้งความรู้และทักษะให้แก่ตนเอง เพื่อเพิ่มประสบการณ์การสอนของตนเองให้มากขึ้น ผู้เขียนขอแนะนำให้ท่านลองติดต่อ TSLTK ดูนะคะ เพราะทางสถาบัน TSLTK มีบริการทั้งคอร์สสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คอร์สอบรมคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นครูสอนภาษาไทยออนไลน์หรือออฟไลน์ และยังมีบริการในเรื่องสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติชนิดต่างๆ ทั้งบทเรียนและแบบฝึกหัด ที่ออกแบบมาและพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลจริงกับผู้เรียนต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยมีการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาสื่อการสอนเหล่านี้มานานนับสิบๆ ปีทีเดียว และในขณะนี้ก็กำลังผลิตสื่อการสอนสำหรับผู้ใหญ่โดยเฉพาะที่ใกล้จะวางแผงเร็วๆนี้แล้ว ทางสถาบันฯ พร้อมให้คำแนะนำและบริการคุณครูเสมอค่ะ

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร หนังสือ และคอร์สอบรมของเราได้ที่ไลน์ @TSLTK

โดย ครูหนูอ้น

 

😎😎😎😎😎

 

อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

แจกฟรี! สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ PDF

สอบถามเพิ่มเติมทางไลน์ @TSLTK ได้เลยนะคะ

 

👩‍🏫 คอร์สอบรมและสื่อของเราเหมาะสำหรับ

✅ ครูที่สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติอยู่แล้ว

✅ ผู้ที่สนใจเริ่มต้นอาชีพครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

 

#อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#เทคนิคการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติPDF

#ฟรีตัวอย่างสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#วิธีสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#คู่มือสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

การบ้านภาษาไทยจำเป็นสำหรับชาวต่างชาติไหม

การบ้านภาษาไทยจำเป็นสำหรับชาวต่างชาติไหม

คุณครูรู้สึกยังไงคะ เวลาได้ยินคำว่า “การบ้าน”

ผู้เขียนเองเวลานึกถึงคำนี้ สมัยที่เรายังเป็นเด็ก เป็นนักเรียนที่คุณครูให้การบ้านมาทำ คำว่า “การบ้าน” จะมาพร้อมกับความรู้สึกที่ว่า เวลาเล่น เวลาดูทีวี เวลาพักผ่อนหย่อนใจ รวมทั้งเวลานอนจะลดลง (ถ้าการบ้านเยอะมากๆ) ผู้เขียนเชื่อว่าน่าจะมีไม่กี่คนนักหรอกนะคะที่ชอบทำการบ้านและอยากได้การบ้านเยอะๆ

การบ้านคืออะไร

คำจำกัดความของ “การบ้าน”ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 กล่าวว่า การบ้าน หมายถึง “งานที่ครูกำหนดให้นักเรียนไปทำที่บ้าน” แต่อันที่จริง นักเรียนจะทำที่อื่นก็ได้เหมือนกันนะคะ แล้วแต่ว่านักเรียนมีเวลาที่จะทำตอนไหน บางคนก็ทำที่โรงเรียนก่อนกลับบ้านระหว่างที่รอผู้ปกครองมารับ บางคนก็ไปทำกับครูสอนพิเศษ เผื่อไม่เข้าใจก็จะได้มีที่ปรึกษา

ว่าแต่ว่า ทำไมถึงต้องมีการบ้านด้วยล่ะ

ปกติแล้วนักเรียนในวัยเรียนส่วนใหญ่จะมีเรียนวันละ 7 วิชา และเรียนแบบนี้ในช่วงวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ในขณะที่ผู้ใหญ่วัยทำงาน(หรือจะวัยไหนก็ตามแต่)อาจจะสนใจและเลือกเรียนบางอย่างอาทิตย์ละไม่กี่ชั่วโมง เช่น เรียนภาษาเกาหลีเพราะติดซีรี่ส์เกาหลี อยากไปเที่ยวเกาหลี่ดินแดนของโอปป้าที่รัก อยากจะพูดเกาหลีได้แม้จะเป็นระดับเบื้องต้น ก็อาจจะเรียนครั้งละ 1 ชั่วโมง 2-3 ครั้งในแต่ละอาทิตย์ หรือสนใจการวาดรูปสีน้ำ ก็ไปลงเรียนวาดรูปสีน้ำกับอาจารย์อาทิตย์ละ 3 ชั่วโมง เป็นต้น

แต่การเรียนเพียงในห้องเรียนกับคุณครูหรืออาจารย์ ไม่ว่าจะออฟไลน์หรือออนไลน์ อาทิตย์ละไม่กี่ชั่วโมง ก็ไม่ได้แปลว่าผู้เรียนจะเก่งขึ้นมาได้ทันอกทันใจเหมือนที่คิดไว้ จะเรียนอะไรก็ตาม การที่จะเก่งขึ้น คล่องขึ้น จนสามารถเปลี่ยนจาก “ความรู้” เป็น “ทักษะ”ได้นั้น ต้องอาศัยการฝึกฝน ยิ่งมีโอกาสฝึกมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเก่งขึ้น คุ้มค่า”เงิน” และคุ้มกับ”เวลา”ที่เราลงทุนไปนั่นเอง

การบ้าน – กับการเรียนภาษาต่างประเทศ

มีคำกล่าวภาษาอังกฤษว่า “Practice makes perfect” ที่จะมีความหมายทำนองว่า “ยิ่งฝึกฝนมากขึ้น ก็จะยิ่งเก่งขึ้น” ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเหมาะกับการเรียนรู้สิ่งที่สนใจมากเลยละค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนภาษาที่สอง(หรือสาม หรือสี่ หรือห้า) ผู้เขียนได้เคยกล่าวถึงในบทความที่เขียนครั้งล่าสุดว่า ภาษาไทยได้รับการจัดอันดับใน Category 3 คือเป็นภาษาที่”ค่อนข้างยากที่จะเรียนให้ใช้งานได้ดี” – คำว่า “ใช้งานได้ดี” หมายถึงใช้งานได้ในการทำงานและการใช้ชีวิตในประเทศไทยและ/หรือท่ามกลางคนไทยที่ใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร และผู้เรียนที่เรียนภาษาในกลุ่มนี้เป็นภาษาต่างประเทศมักจะใช้เวลาประมาณ 1,100 ชั่วโมงในการฝึกฝนจนใช้งานได้ดี

ดังนั้น ลองคิดดูนะคะว่า นักเรียนชาวต่างชาติของเราจะต้องเรียนและฝึกฝนอาทิตย์ละกี่ชั่วโมงถึงจะ”เก่ง”ในระดับใช้งานได้ ซึ่งการเรียนอาทิตย์ละไม่กี่ชั่วโมงกับคุณครูย่อมไม่สามารถทำได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี”การฝึกฝน”เพิ่มเติมนอกเหนือจากการใช้เวลากับคุณครูในชั้นเรียนจริง

พอมาถึงตอนนี้ เราก็คงพอจะเข้าใจแล้วว่า “การบ้าน” เป็นตัวช่วยให้นักเรียนของเรามีโอกาสได้ฝึกฝนเพื่อที่จะเก่งขึ้นมาได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ปริมาณของการบ้านเพื่อการฝึกฝนภาษาไทยนอกเหนือจากการเรียนและฝึกฝนในชั้นเรียนกับคุณครูนั้นก็ขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัยนะคะ เช่น

  • มีโอกาสฝึกในห้องเรียนมากพอไหม – ปกติแล้วในห้องเรียน คุณครูมักจะสอนเนื้อหา และเมื่อจบหัวข้อย่อยๆ แล้วก็มักจะมีการฝึกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกใช้คำ เพื่อตอบคำถาม หรือแต่งประโยค หรือแปลจากภาษาอังกฤษหรือภาษาแม่ของผู้เรียนมาเป็นภาษาไทย ฝึกอ่านออกเสียงให้ถูกต้อง เป็นต้น แต่อัตราส่วนของการฝึกปฏิบัติและการเรียนก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบหลักสูตรโดยรวมและการออกแบบเนื้อหาที่ค่อยๆ สอนไปทีละขั้นๆ ของคุณครูแต่ละท่านหรือของสถาบัน/โรงเรียนแต่ละแห่ง
  • โอกาสฝึกนอกห้องเรียนกับคนไทยบ่อยไหม – ผู้เขียนมีนักเรียนบางคนที่สนใจภาษาไทยจนมาลงเรียน แต่พอถามว่ามีโอกาสที่จะเอาไปใช้ในชีวิตขณะนี้สักแค่ไหน คำตอบคือไม่ค่อยมีโอกาสเพราะอยู่ต่างประเทศและวันๆ ก็ยุ่งกับการทำงาน แต่ที่มาลงเรียนเพราะมีแผนที่จะย้ายมาทำงานและใช้ชีวิตในประเทศไทย เคยแนะนำให้เขาลองทำความรู้จักกับเพื่อนที่เป็นคนไทยเพื่อหัดใช้ภาษาไทยในการสนทนาโต้ตอบ บางครั้งนักเรียนของเราใช้ภาษาไทยเวลาไปกินอาหารที่ร้านอาหารไทยในเมืองที่เขาอยู่หรือเขาไปเที่ยว การฝึกกับคนไทยจะมีส่วนช่วยให้ผู้เรียนของคุณครูได้ลองเอาสิ่งที่เรียนไปใช้ในชีวิตประจำวัน คนไทยเราส่วนมากจะพร้อมเข้าใจเวลาที่ได้ยินชาวต่างชาติมาพูดภาษาไทยด้วย ถึงจะเสียงผิดๆถูกๆ ก็พอเดาออก และถ้ารู้จักกันเป็นการส่วนตัวก็ช่วยแก้การออกเสียงที่ผิด(ส่วนมากเป็นเสียงวรรณยุกต์)ให้ได้
  • มีเวลาเพื่อทำการบ้านมากน้อยเพียงใด – สำหรับชาวต่างชาติที่มาเรียนภาษาไทยนั้น ควรจะเผื่อเวลาที่ตนเองคิดว่าจะพอกำหนดไว้เพื่อใช้ทำการบ้านและฝึกฝนสิ่งที่เรียนมา บางคนอาจจะมีเวลาวันละครึ่งชม.ถึงหนึ่งชม. การได้ทำการบ้านและฝึกฝนบ่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เกิดความคุ้นเคยกับเสียง คำศัพท์ และการใช้ภาษามากกว่าผู้ที่นานๆ มาโหมทำสักที
  • มีความตั้งใจที่จะเรียนให้ได้ผลที่ต้องการในเวลาเท่าใด – และ เป็นระยะเวลาที่”สมจริง (realistic)” แค่ไหน – ผู้เรียนบางคนอยากจะเรียนให้ตนเองสามารถใช้ภาษาไทยในการทำงานได้เลยภายในหนึ่งเดือน จากการไม่เคยรู้จักภาษาไทยมาก่อน แถมภาษาแม่ของตนเองก็แตกต่างจากภาษาไทยคนละตระกูล แถมเวลาที่จะเผื่อนอกชั้นเรียนเพื่อฝึกฝนหรือทำการบ้านก็ยังไม่ค่อยจะมีเสียอีก แบบนี้ผู้เขียนก็คงจะบอกว่าคงมีโอกาสน้อย นอกจากจะจำคำศัพท์ได้สักจำนวนหนึ่งและใช้โต้ตอบได้นิดๆหน่อยๆ

การที่จะเรียนภาษาต่างประเทศให้ได้ผลดี ส่วนสำคัญที่สุดของผู้เรียนคือความมุ่งมั่นตั้งใจ และความขยันในการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะการทำการบ้านที่คุณครูให้ แต่สามารถหาได้จากการแหล่งความรู้สาพัดสารพันในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีมีส่วนช่วยอย่างมากมายนะคะ

 

สำหรับคุณครูที่เริ่มสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติที่ได้อ่านบทความนี้แล้ว และรู้สึกว่าอยากจะหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเปิดโลกทัศน์ของการสอน ตลอดจนเพิ่มพูนทั้งความรู้และทักษะให้แก่ตนเอง เพื่อเพิ่มประสบการณ์การสอนของตนเองให้มากขึ้น ผู้เขียนขอแนะนำให้ท่านลองติดต่อ TSLTK ดูนะคะ เพราะทางสถาบัน TSLTK มีบริการทั้งคอร์สสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คอร์สอบรมคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นครูสอนภาษาไทยออนไลน์หรือออฟไลน์ และยังมีบริการในเรื่องสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติชนิดต่างๆ ทั้งบทเรียนและแบบฝึกหัด ที่ออกแบบมาและพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลจริงกับผู้เรียนต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยมีการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาสื่อการสอนเหล่านี้มานานนับสิบๆ ปีทีเดียว และในขณะนี้ก็กำลังผลิตสื่อการสอนสำหรับผู้ใหญ่โดยเฉพาะที่ใกล้จะวางแผงเร็วๆนี้แล้ว ทางสถาบันฯ พร้อมให้คำแนะนำและบริการคุณครูเสมอค่ะ

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร หนังสือ และคอร์สอบรมของเราได้ที่ไลน์ @TSLTK

โดย ครูหนูอ้น

 

😎😎😎😎😎

 

อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

แจกฟรี! สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ PDF

สอบถามเพิ่มเติมทางไลน์ @TSLTK ได้เลยนะคะ

 

👩‍🏫 คอร์สอบรมและสื่อของเราเหมาะสำหรับ

✅ ครูที่สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติอยู่แล้ว

✅ ผู้ที่สนใจเริ่มต้นอาชีพครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

 

#อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#เทคนิคการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติPDF

#ฟรีตัวอย่างสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#วิธีสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#คู่มือสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

ภาษาไทยยากตรงไหน

ภาษาไทยยากตรงไหน

เคยมีใครถามบ้างไหมคะว่า “ภาษาไทยยากไหม” หลายๆ คนถูกถามแล้วก็อาจจะหยุดเพื่อคิดสักครู่ก่อนจะตอบว่า “ก็ยากเหมือนกันนะ” แล้วเราก็ตอบแบบนี้ทั้งๆ ที่เราใช้ภาษาไทยในการสื่อสารมาตั้งแต่เราเกิด เรียนที่โรงเรียนโดยมีวิชาภาษาไทยเป็นวิชาบังคับมาตลอด กลับบ้านไปก็ใช้ภาษาไทยนี้แหละที่พูดกับคุณพ่อคุณแม่ พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ

แล้วใช้ภาษาไทยมาตั้งเป็นสิบๆ ปี ยังบอกว่าภาษาไทยยากอีกหรือคะ

ผู้เขียนอยากจะบอกว่า ถึงจะใช้ภาษาไทยมาตลอด ก็ไม่ค่อยจะกล้าสรุปว่าภาษาไทยนั้นง่ายหรอกนะคะ เพราะที่เราๆ ท่านๆ ใช้กันในชีวิตประจำวันนั้น ใช่ว่าจะถูกต้องไปเสียทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ มีทั้งใช้ภาษาผิดหลักภาษา ใช้คำผิด สะกดคำผิด (ขนาดคำว่า”เปอร์เซ็นต์” นี่ก็ยังต้องไปเปิดพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานดูเลย) เมื่อมาเป็นคุณครูสอนภาษาไทยนี่ยิ่งต้องระวังมากขึ้น พยายามให้มีข้อผิดพลาดให้น้อยที่สุด ไม่ว่าจะในขณะที่สอนนักเรียนต่างชาติหรือทำคอนเทนต์บนสื่อโซเชียลก็ตาม

พอผู้เขียนไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมก็พบว่า สถาบันที่มีชื่อว่า Foreign Service Institute ได้จัดระดับความยากในการเรียนภาษาไทยให้อยู่ในกลุ่มที่ 3 (Category III) เรียกว่า”ค่อนข้างยาก” โดยพิจารณาจากภาพรวมของการเรียนภาษาในแง่มุมต่างๆ ทั้งในแง่ของ

  • Linguistic Distant ยิ่งภาษาแม่ของผู้เรียนมีความแตกต่างทางภาษาศาสตร์จากภาษาที่ต้องการเรียนมากเท่าไร ก็จะยิ่งมีระดับของความยากเพิ่มมากขึ้น
  • Grammar ระบบไวยากรณ์
  • Pronunciation การออกเสียง ซึ่งจะพบว่าภาษาที่เป็น Tonal Language (หรือภาษาที่ระดับของเสียงที่แตกต่างกันมีผลต่อความหมายของคำ)มักจะเรียนรู้และฝึกฝนยากกว่า
  • Writing System ระบบการเขียน ซึ่งรวมถึงการใช้อักษรแบบโรมันแบบตัวอักษรภาษาอังกฤษ การใช้อักษรในภาษาของตนเอง และการใช้อักษรที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของภาษา เช่นภาษาจีน

โดยที่สถาบันฯ ดังกล่าวจะพิจารณา”ความยากของการเรียนภาษานั้นๆ” จาก ”ระยะเวลา” ที่บุคคลผู้นั้น(ที่มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่)ใช้ในการเรียนและฝึกฝนภาษานั้นจนถึงขั้นที่ 3 – ซึ่งในขั้นนี้จะเทียบได้กับการสื่อสารที่สามารถฟัง พูด อ่าน เขียนเพื่อการใช้ชีวิตและการทำงานได้คล่อง สำหรับภาษาในกลุ่มที่ 3 (Category III) ที่ทางสถาบันฯ จัดระดับความยากของภาษาไทยไว้นั้น หมายถึงผู้เรียนชาวต่างชาติจะใช้เวลาเรียนภาษาในกลุ่มนี้ประมาณ 44 สัปดาห์ หรือใช้เวลาประมาณ 1,100 ชั่วโมงในการฝึกฝนจนสามารถใช้ภาษาในกลุ่มนี้ได้ในเกณฑ์ดี

แล้วชาวต่างชาติทั่วๆ ไปมองว่าภาษาไทยยากตรงไหน

จากประสบการณ์ของผู้เขียนเมื่อเริ่มเป็นคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ รวมทั้งจากการค้นคว้าและแบ่งปันประสบการณ์จากคุณครูท่านอื่นๆ เราพบว่าชาวต่างชาติส่วนใหญ่จะบอกว่า ความยากของภาษาไทยอยู่ที่เรื่องต่างๆ เหล่านี้ค่ะ

  1. ระดับเสียง (Tones) – เรื่องเสียงวรรณยุกต์ของภาษาไทยนี่ดูจะยืนหนึ่งมาเลยนะคะ ผู้เรียนหลายคนไปเห็นคอนเทนต์ที่คุณครู (หรือ influencer) หลายท่านทำเพื่อดึงดูดผู้ชมหรือผู้ที่สนใจภาษาไทย บ้างก็จะหัวเราะขำๆ บ้างก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ที่คุณครูภาษาไทยแอบเศร้าที่สุดคือ ผู้ที่อยากเรียนภาษาไทยบางคนล้มเลิกความคิดที่จะเรียนภาษาไทยไปเลยเพราะเห็นคอนเทนต์ทำนองนี้แล้วไม่กล้าเรียน กลัวว่าตนเองจะเรียนไม่ได้
  2. ลักษณนาม (Classifier) – ลักษณนามเป็นส่วนหนึ่งของภาษาที่ไม่มีในภาษาอังกฤษ เพราะในภาษาอังกฤษเมื่อจะบอกจำนวนนับหรือ number ของคำนาม ก็จะบอกตัวเลขไว้ข้างหน้าคำนามนั้นไปเลย เช่น three (3) dogs แต่ในภาษาไทยเราจะเริ่มด้วยคำนาม ตามด้วยจำนวนแล้วจึงจะมีคำลักษณนามของคำนามนั้นๆ ดังนั้น three dogs ในภาษาอังกฤษ หรือ les trois chiens ในภาษาฝรั่งเศส หรือ drei hunde ในภาษาเยอรมัน จึงใช้ว่า “หมาสามตัว”ในภาษาไทย ชาวต่างชาติมักจะรู้สึกว่าเวลาเรียนคำนามในภาษาไทยจึงต้องจำลักษณนามหรือ classifier ของนามนั้นๆ ไปด้วย เพราะจะว่าไปก็มีการใช้ลักษณนามนอกเหนือจากการบอกจำนวนอีก เช่น ใช้ลักษณนามเมื่อมีการ”บ่งชี้”หรือชี้เฉพาะ เช่น รถคันนี้ หมาตัวนี้ หรือใช้ในการถาม-ตอบเกี่ยวกับปริมาณและราคา เช่น ส้มราคากิโลละกี่บาท บ้านราคาหลังละเท่าไหร่ เป็นต้น ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วก็ออกจะเป็นเรื่องจุกจิกอยู่พอสมควรเหมือนกัน
  3. คำลงท้าย (particles) – เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้เรียนต่างชาติมักจะมีคำถามกับคุณครูภาษาไทย เชื่อว่าคุณครูภาษาไทยที่สอนจนถึงบทสนทนาจะต้องถูกถามเกี่ยวกับเรื่องคำลงท้ายนี้แล้วทุกคน แรกเริ่มคุณครูส่วนมากจะสอนคำว่า ครับ ค่ะ คะ แต่ต่อๆ มาก็จะเริ่มมีคำอื่นๆ ตามมา เช่น เหรอ หรอก ละ นะ น่ะ เลย หน่อย เถอะ จัง ฯลฯ ซึ่งคำเหล่านี้ไม่ได้มีคำแปลที่ตรงตัวกับคำภาษาอังกฤษ และคนไทยก็จะใช้คำเหล่านี้เป็นไปเองตามความเคยชินในการใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน จึงทำให้อธิบายยากพอสมควร
  4. การเขียนภาษาไทยไม่มีการเว้นวรรคระหว่างคำ – เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ชาวต่างชาติจะงุนงงมากเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มเรียนการเขียนและการอ่านภาษาไทย เพราะในภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นๆ นั้น แต่ละคำจะเขียนโดยมีการเว้นวรรค (ประมาณหนึ่งเคาะบน space bar) ทำให้ทราบว่าคำๆ นี้ยาวแค่ไหน มีพยัญชนะท้ายคำหรือตัวสะกดหรือเปล่า แต่สำหรับภาษาไทยจะเขียนติดกันไปยาวๆ จนกว่าจะจบความหรือจบประโยคจึงจะเว้นวรรคเพื่อขึ้นต้นความหรือประโยคใหม่ (ประมาณสองเคาะบน space bar) นอกจากนี้ในภาษาไทยยังไม่นิยมเขียนเครื่องหมายวรรคตอนเพื่อแบ่งคำ ความ หรือประโยค เช่น มหัพภาค (.) หรือจุลภาค (,) หรือแม้กระทั่งเครื่องหมายปรัศนี (?) เพื่อแสดงว่าประโยคนั้นเป็นประโยคคำถาม เพราะในภาษาไทยเราใช้คำลงท้ายและคำแสดงคำถามอยู่แล้ว เราจึงทราบว่าเป็นประโยคคำถาม เช่นคำว่า ไหน หรือ เหรอ รึเปล่า ไหม ทำไม ที่ไหน เป็นต้น

ทั้ง 4 หัวข้อนี้ ดูจะเป็นสิ่งที่ชาวต่างชาติที่สนใจจะเรียนภาษาไทยรู้สึกว่าเป็นเรื่อง ”ยาก” อันดับต้นๆ สำหรับพวกเขา แต่บางคนก็จะมองว่าเป็นเรื่องที่ “ท้าทาย” และมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้ฝึกฝนเพื่อให้ก้าวข้ามความยากหรือความท้าทายนี้ให้ได้ พวกเราในฐานะคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติจึงควรระลึกเสมอว่า หน้าที่หนึ่งของพวกเราคือการ”เข้าใจ”ความรู้สึกของพวกเขา และการ”ช่วยเหลือ”ให้พวกเขาได้เข้าใจ เรียนรู้และสามารถใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารได้ตามที่พวกเขาตั้งใจไว้

 

สำหรับคุณครูที่เริ่มสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติที่ได้อ่านบทความนี้แล้ว และรู้สึกว่าอยากจะหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเปิดโลกทัศน์ของการสอน ตลอดจนเพิ่มพูนทั้งความรู้และทักษะให้แก่ตนเอง เพื่อเพิ่มประสบการณ์การสอนของตนเองให้มากขึ้น ผู้เขียนขอแนะนำให้ท่านลองติดต่อ TSLTK ดูนะคะ เพราะทางสถาบัน TSLTK มีบริการทั้งคอร์สสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คอร์สอบรมคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นครูสอนภาษาไทยออนไลน์หรือออฟไลน์ และยังมีบริการในเรื่องสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติชนิดต่างๆ ทั้งบทเรียนและแบบฝึกหัด ที่ออกแบบมาและพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลจริงกับผู้เรียนต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยมีการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาสื่อการสอนเหล่านี้มานานนับสิบๆ ปีทีเดียว ทางสถาบันฯ พร้อมให้คำแนะนำและบริการคุณครูเสมอค่ะ

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร หนังสือ และคอร์สอบรมของเราได้ที่ไลน์ @TSLTK

โดย ครูหนูอ้น

 

😎😎😎😎😎

 

อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

แจกฟรี! สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ PDF

สอบถามเพิ่มเติมทางไลน์ @TSLTK ได้เลยนะคะ

 

👩‍🏫 คอร์สอบรมและสื่อของเราเหมาะสำหรับ

✅ ครูที่สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติอยู่แล้ว

✅ ผู้ที่สนใจเริ่มต้นอาชีพครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

 

#อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#เทคนิคการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติPDF

#ฟรีตัวอย่างสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#วิธีสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#คู่มือสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

การสอนการออกเสียงภาษาไทย (2)

การสอนการออกเสียงภาษาไทย (2)

 

ในบทความครั้งที่แล้ว ผู้เขียนได้กล่าวถึงองค์ประกอบของ”เสียง”ในภาษาไทย ซึ่งมีทั้งเสียงของพยัญชนะ(ทั้งในฐานะพยัญชนะต้นและตัวสะกด) เสียงของสระ และเสียงของวรรณยุกต์ ในบทความวันนี้เราจะมาคุยกันในเรื่องของการถอดเสียงภาษาไทยด้วยตัวอักษรโรมันกันค่ะ

 

การถอดอักษร (Transliteration) คืออะไร

 

พูดถึงการถอดอักษร บางคนอาจจะยังพอเดาได้ว่าเรากำลังพูดถึงอะไร แต่ถ้ามาดูคำศัพท์จะยิ่งงงกันเข้าไปใหญ่ เพราะศัพท์ของคำนี้คือ “การปริวรรตอักษร” ซึ่งหมายถึงการถอดอักษร หรือแปลงข้อความจากระบบการเขียนภาษาหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่งอย่างมีหลักการ ที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพื่อให้สามารถเขียน(และอ่านออกเสียง)คำนั้นได้สะดวก

 

ก่อนที่ผู้เขียนจะมาเริ่มเป็นครูสอนภาษาไทยนั้น ผู้เขียนไม่ค่อยได้สนใจในเรื่องการถอดเสียงอะไรนี่เลย เพราะเรื่องเกี่ยวกับภาษาที่เคยใช้งานส่วนมากคือการทำความเข้าใจ”ความหมาย”ของคำภาษาต่างประเทศมากกว่า เมื่อมาเริ่มเรียนรู้กระบวนการสอนภาษาไทยถึงได้มารู้จักเรื่องนี้

 

เมื่อชาวต่างชาติมาเรียนภาษาไทย โดยเฉพาะการเรียนการฟังการพูด สิ่งที่เขาจะต้องทำได้เมื่อเรียนไปแล้ว คือต้องออกเสียงคำ ข้อความและประโยคภาษาไทยที่สามารถทำให้คนไทยเข้าใจได้เพื่อให้การสื่อสารด้วยภาษาไทยเป็นไปด้วยความคล่องตัวและเข้าใจตรงกัน ดังนั้น การที่จะสอน”การออกเสียง” หรือ pronunciation ของภาษาไทยให้ได้ใกล้เคียงกับเสียงในภาษาไทยจริงๆ สำหรับคนที่ใช้หรือคุ้นเคยกับภาษาที่ใช้อักษรโรมัน ที่เรามักจะเรียกว่า “ตัวอักษรภาษาอังกฤษ”นั้น ก็คือการ”ถอด”คำจากภาษาไทยมาเป็นตัวอักษรดังกล่าว ถ้าจะเปรียบเทียบให้พอมองเห็นภาพ ก็คงจะคล้ายกับเวลาเราร้องเพลงคาราโอเกะ ที่มีตัวอักษรอังกฤษอยู่ด้านล่าง ผสมกันอยู่เรียงรายเป็นคำๆ ให้ออกเสียงได้นั่นเองค่ะ

 

อย่างไรก็ดี การถอดเสียงภาษาไทยด้วยตัวอักษรหรืออักขรวิธีแบบที่เรียกว่าเป็นหลักเกณฑ์สากลนั้น ยังไม่มีหลักเกณฑ์แบบใดแบบหนึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งหมด ในปัจจุบันมีระบบการถอดคำภาษาไทยที่สถาบัน คุณครู และ/หรือแบบเรียนและสื่อการสอนต่างๆ ใช้กันอยู่หลายระบบ ผู้เขียนขอกล่าวถึงบางระบบดังนี้นะคะ

  • การใช้สัทอักษรสากล – ในภาษาพูดทั่วๆ ไป เรามักจะเรียกสัญลักษณ์นี้ว่า “ตัวโฟเนติก” สำหรับ “สัทอักษรสากล” (IPA – International Phonetic Alphabet) นั้น คือสัทอักษรชุดหนึ่งที่พัฒนาโดยสมาคมสัทศาสตร์สากล (International Phonetic Association)โดยมุ่งหมายให้เป็นสัญกรณ์มาตรฐานสำหรับการแทนเสียงพูดในทุกภาษา นักภาษาศาสตร์ใช้สัทอักษรสากลเพื่อแทนหน่วยเสียงต่าง ๆ ที่อวัยวะออกเสียงของมนุษย์สามารถเปล่งเสียงได้ โดยแทนหน่วยเสียงแต่ละหน่วยเสียงด้วยสัญลักษณ์เฉพาะที่ไม่ซ้ำกัน

การใช้ระบบนี้ในการสอนการออกเสียงภาษาไทยน่าจะเหมาะสมกับกลุ่มผู้เรียนที่มีพื้นฐานความรู้ในเรื่องของสัทอักษรอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเรียนทางด้านภาษาศาสตร์ หรือสนใจความรู้ทางด้านภาษาศาสตร์เป็นพิเศษ เพราะสำหรับบุคคลทั่วๆ ไปแล้ว การสอนการออกเสียงภาษาไทยโดยการใช้สัทอักษรสากลเป็นสัญลักษณ์ เท่ากับพวกเขาเหล่านั้นจะต้องมาเรียนชุดสัทอักษรสากลอีกชุดหนึ่งก่อนที่จะไปเรียนการออกเสียงภาษาไทยได้ ซึ่งค่อนข้างจะเป็นความยุ่งยากและอาจจะเสียเวลามากเกินไป แต่ถ้าผู้เรียนเป็นผู้ที่สนใจทางภาษาศาสตร์และพอจะมีความรู้ทางสัทอักษรสากลอยู่บ้างแล้ว การสอนการออกเสียงภาษาไทยโดยการใช้สัทอักษรสากลนี้ก็น่าจะช่วยพวกเขาได้มากค่ะ

  • หลักการถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียงของราชบัณฑิตยสถาน (RTGS – Royal Thai General System of Transcription) – ราชบัณฑิตยสถานได้มีการออกหลักเกณฑ์นี้และปรับปรุงแก้ไขมาแล้ว 4 ครั้งตั้งแต่พ.ศ. 2475 โดยมีการปรับปรุงล่าสุดเมื่อพ.ศ. 2542วัตถุประสงค์ของการกำหนดหลักเกณฑ์ฯ นี้คือเพื่อให้อ่านคำไทยในตัวอักษรโรมันได้ใกล้เคียงกับคำเดิม หลักเกณฑ์ฯ นี้ใช้อ้างอิงในการถอดคำไทยเป็นอักษรโรมันในเอกสารและป้ายประกาศของทางราชการ อย่างไรก็ดี ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลายว่ายังไม่ดีพอสำหรับชาวต่างชาติในการอ่านภาษาไทย ด้วยเหตุผลหลายๆ ประการ เช่น
    • ไม่มีสัญลักษณ์หรือระบบแทนเสียงวรรณยุกต์
    • สระสั้น และสระยาว ใช้ตัวอักษรเดียวกัน เช่น อะ และ อา ใช้ ตัวอักษร a
    • เสียง /pʰ/ (ผ, พ, ภ) ถูกแทนด้วย ตัวอักษร ph ทำให้อ่านผิดว่าเป็น /f/ เหมือนคำในภาษาอังกฤษ เช่น Phuket (ภูเก็ต) อาจอ่านผิดเป็น “ฟักอิต” (พ้องกับ it ในภาษาอังกฤษ) หรือเสียง /tʰ/ (ฐ, ฑ, ฒ, ถ, ท, ธ) ถูกแทนด้วย ตัวอักษร th ทำให้อ่านผิดว่าเป็น /θ/ หรือ /ð/ เหมือนคำในภาษาอังกฤษ เช่น Thewet (เทเวศร์) อาจอ่านผิดเป็น “เดอะเว็ท”
    • เสียงสระ “โอะ โอ” กับ “เอาะ ออ” ใช้ตัวอักษร o ตัวเดียวกัน เช่น คำว่า “พล” และ “พร” เขียนเหมือนกันเป็น phon ทำให้ถูกอ่านผิดเป็น “ฝน” ได้ เป็นต้น
  • การถอดคำไทยด้วยอักษรโรมันของเว็บไซต์ thai2english.com – การถอดคำไทยด้วยตัวอักษรโรมันที่ค่อนข้างได้รับความนิยมในบรรดาคุณครูที่สอนภาษาไทยและทำสื่อการสอนของตนเอง เนื่องจากมีการใส่เครื่องหมายกำกับเสียง หรือที่เรียกกันว่า tone marks สำหรับเสียงวรรณยุกต์ไว้เหนือสระของแต่ละพยางค์ด้วย ประกอบกับความสะดวกในการพิมพ์ตัวอักษรไทยลงในช่องค้นหาแล้วคลิก ก็จะมีตัวอักษรโรมันปรากฏขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ในการใช้งานนั้นจำเป็นต้องตรวจสอบก่อนเสมอ (เพราะผู้เขียนเคยพบบางตัวอย่างที่ออกเสียงเพี้ยนไปจากที่คนไทยออกเสียงจริงค่ะ)

อันที่จริงยังมีหลักการถอดคำและถอดเสียงจากภาษาไทยที่สามารถนำไปใช้สอนการออกเสียงภาษาไทยให้กับชาวต่างชาติอีกมากมาย เช่น แบบ ALA-LC, Haas, TYT, Paiboon, Paiboon+ เป็นต้น

แต่ไม่ว่าคุณครูจะเลือกใช้ระบบใดก็ตาม สิ่งที่ควรจะพิจารณาประกอบคือ”ความสะดวก”และ”ผลลัพธ์ของผู้เรียน” ซึ่งน่าจะเป็นจุดมุ่งหมายหลักของคุณครูที่สอนภาษาไทยที่เน้นการฟังและการพูดให้ชาวต่างชาติอยู่แล้ว คุณครูผู้สอนเองนอกจากจะต้อง”แม่น”ในเรื่องการออกเสียงให้ถูกต้องเอง ยังต้องจำหลักเกณฑ์ที่ตนเองเลือกใช้ให้ได้ด้วยเช่นกันนะคะ เพราะเวลาที่สอนจริงๆ ถ้าเราเขียนกลับไปกลับมาเพราะจำไม่ได้ว่าเราเคยบอกนักเรียนไว้ว่าเราใช้ k แทน ข ค ฆ และ g แทน ก ก็มีโอกาสที่จะทำให้นักเรียนของเราสับสน กลายเป็นการเพิ่มความยากในการเรียนภาษาไทยโดยไม่จำเป็น

 

สำหรับคุณครูที่เริ่มสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติที่ได้อ่านบทความนี้แล้ว และรู้สึกว่าอยากจะหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเปิดโลกทัศน์ของการสอน ตลอดจนเพิ่มพูนทั้งความรู้และทักษะให้แก่ตนเอง เพื่อเพิ่มประสบการณ์การสอนของตนเองให้มากขึ้น ผู้เขียนขอแนะนำให้ท่านลองติดต่อ TSLTK ดูนะคะ เพราะทางสถาบัน TSLTK มีบริการทั้งคอร์สสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คอร์สอบรมคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นครูสอนภาษาไทยออนไลน์หรือออฟไลน์ และยังมีบริการในเรื่องสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติชนิดต่างๆ ทั้งบทเรียนและแบบฝึกหัด ที่ออกแบบมาและพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลจริงกับผู้เรียนต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยมีการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาสื่อการสอนเหล่านี้มานานนับสิบๆ ปีทีเดียว ทางสถาบันฯ พร้อมให้คำแนะนำและบริการคุณครูเสมอค่ะ

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร หนังสือ และคอร์สอบรมของเราได้ที่ไลน์ @TSLTK

โดย ครูหนูอ้น

 

😎😎😎😎😎

 

อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

แจกฟรี! สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ PDF

สอบถามเพิ่มเติมทางไลน์ @TSLTK ได้เลยนะคะ

 

👩‍🏫 คอร์สอบรมและสื่อของเราเหมาะสำหรับ

✅ ครูที่สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติอยู่แล้ว

✅ ผู้ที่สนใจเริ่มต้นอาชีพครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

 

#อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#เทคนิคการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติPDF

#ฟรีตัวอย่างสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#วิธีสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#คู่มือสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

การสอนการออกเสียงภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ (1)

การสอนการออกเสียงภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ (1)

 

พวกเราชาวไทยทราบกันดีอยู่แล้วว่า ภาษาไทยเป็นภาษาที่ความแตกต่างของระดับเสียงมีผลต่อความหมาย หรือที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Tonal Language ซึ่งจริงๆ นอกจากภาษาไทยแล้ว ในโลกนี้ก็ยังมีภาษาที่เป็น Tonal Language อยู่ไม่น้อย เช่นภาษาจีน ภาษาเวียตนาม ภาษาลาว ภาษาม้ง ภาษาของชนเผ่าหลายแห่งในทวีปอัฟริกา รวมทั้งภาษาของชาวอินเดียนแดงเผ่าเชอโรกี ดังนั้น การสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่ภาษาแม่ หรือ Native Language ของเขาไม่ใช่ภาษาที่เป็น Tonal Language จะเกิดความยากเพิ่มขึ้นมาตรงจุดนี้

 

แต่อย่าเพิ่งท้อถอยไปเสียก่อนนะคะคุณครู เรามาค่อยๆ ทำความเข้าใจไปด้วยกันค่ะ

 

“เสียง” ในภาษาไทย

 

เนื่องจาก”ภาษา”คือช่องทางในการสื่อสารของมนุษย์เพื่อให้เข้าใจความหมายระหว่างกันด้วยการใช้การฟัง พูด อ่าน และเขียน ดังนั้นเมื่อเราพูดถึง “เสียง”ในภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาอะไรก็ตาม เกิดจากการบังคับให้ลมจากปอดผ่านหลอดลม กล่องเสียงซึ่งมีเส้นเสียงอยู่ภายใน เส้นเสียงเมื่อถูกลมผ่านจะเกิดการสั่นทำให้เกิดเสียง  ขณะที่ลมผ่านมาในช่องปาก หรือช่องจมูก จะถูกอวัยวะต่างๆ เช่น  ลิ้น เพดานปาก  ปุ่มเหงือก ฟันและริมฝีปากจนกลายเป็นเสียงต่างๆ

 

ผู้เขียนจะไม่ขอเล่าลงในรายละเอียดหรอกนะคะ แต่จะขออนุญาตกล่าวถึง “เสียง”ในภาษาไทยที่ประกอบกันขึ้นมาเป็น “พยางค์” (Syllable) และ “คำ” (Word) ว่าองค์ประกอบอะไรบ้าง เพราะองค์ประกอบเหล่านี้แหละค่ะที่คุณครูจะต้องค่อยๆ สอนผู้เรียนของคุณครูไประหว่างที่สอนภาษาไทยให้พวกเขา

 

องค์ประกอบของ “เสียง”ที่เกี่ยวข้องกับภาษาไทย

 

ในภาพรวมของภาษาไทย องค์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้เกิดเสียงต่างๆ มาจากองค์ประกอบเหล่านี้ ได้แก่

 

1 – พยัญชนะ (Consonants) ในภาษาไทยของเรานั้นมีพยัญชนะ 44 ตัว แต่ที่มีใช้ในปัจจุบันจริงๆ มี 42 ตัว เพราะตัว “ฃ” และ “ฅ” ไม่มีที่ใช้แล้ว แต่ในจำนวน 44 ตัว – หรือที่เรียกว่า 44 รูป – นั้น เมื่อเรารวบรวมในแง่ของ “เสียง”จะพบว่ามีเพียง 21 เสียง ทั้งนี้เพราะพยัญชนะหลายตัวนั้นออกเสียงคล้ายกันหรือเหมือนกัน เช่น ซ ศ ษ ส ออกเสียงคล้ายกันกับรูป “ซ” หรือคล้ายเสียง /s/ ของภาษาอังกฤษ

 

นอกจากนั้นแล้ว ตำแหน่งของพยัญชนะในพยางค์หรือคำ ก็อาจมีผลให้ออกเสียงต่างกันได้

เช่น ตัว “ร” หรือ ร เรือ ของไทย

  • เมื่อเป็นพยัญชนะต้น หรือ Initial Consonant ของพยางค์หรือคำ ออกเสียงเป็นเสียง /r/ แบบตัว r ในภาษาอังกฤษ – เช่น “รัก” ออกเสียงว่า /rak/
  • เมื่อเป็นพยัญชนะท้ายคำ หรือที่เราเรียกว่าเป็นตัวสะกด ตัว ร เรือ จะออกเสียงเป็นเสียง /n/ แบบตัว n ในภาษาอังกฤษ – เช่น “การ” ออกเสียงว่า /gaan/

 

2 – สระ (Vowels) “สระ” เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้พยางค์หรือคำสามารถออกเสียงได้ เพราะเป็นเหมือนแกนหรือทุ่นให้พยัญชนะเกาะ ในภาษาไทยนั้น เรามีสระ 21 รูป แต่เมื่อนำรูปสระมารวมกันจะมีทั้งสิ้น 32 เสียง โดยที่การจัดกลุ่มของสระสามารถทำได้ดังนี้คือ

2.1 จัดกลุ่มตามการออกเสียง เป็น

– สระเสียงสั้น (Short Vowels) เช่น สระอะ สระอิ สระอุ สระเอะ สระแอะ

– สระเสียงยาว (Long Vowels) เช่น สระอา สระอี สระอู สระเอ สระแอ เป็นต้น

2.2 จัดกลุ่มตามฐานการออกเสียง เป็น

– สระเดี่ยว (หรือสระแท้) (Single Vowels/ Monophthong) มี 18 เสียง เช่น อะ อา อิ อี อุ อู เป็นต้น

– สระประสม (Mixed Vowels / Diphthong) เกิดจากสระเดี่ยว 2 เสียงประสมกัน เช่น สระอี + สระอะ = สระเอียะ หรือ สระอี + สระอา = สระเอีย เป็นต้น

– สระเกิน (Extra Vowels) คือสระที่มีเสียงซ้ำกับสระเดี่ยว ต่างกันที่สระเกินจะมีเสียงพยัญชนะประสมหรือสะกดอยู่ด้วย มี 8 ตัว เช่น สระอำ (มีเสียง ม) สระไอ (มีเสียง ย) เป็นต้น

 

  1. วรรณยุกต์ – คือระดับเสียง (Tones) ที่กำกับพยางค์ของคำในภาษา สำหรับภาษาไทยของเรานั้นมีวรรณยุกต์ 4 รูปคือไม้เอก ไม้โท ไม้ตรี ไม้จัตวา แต่มีเสียงวรรณยุกต์ 5 เสียง คือเสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี และเสียงจัตวา

– แต่ในระบบการเขียนและการออกเสียงภาษาไทย การมีรูปวรรณยุกต์อย่างหนึ่งไม่ได้หมายความว่าเสียงวรรณยุกต์จะเป็นไปตามรูปดังกล่าวเสมอไป เพราะกฎของการผันวรรณยุกต์ในภาษาไทยนั้นมีเงื่อนไขหลายประการที่ต้องจดจำเป็นลำดับขั้น ซึ่งแม้จะดูยุ่งยากอยู่บ้าง แต่หากคุณครูเข้าใจอย่างถ่องแท้และสอนให้ผู้เรียนของคุณครูพิจารณาเป็นขั้นเป็นตอนไปตามนั้น ผู้เรียนชาวต่างชาติก็จะสามารถจำรูปวรรณยุกต์และการออกเสียงได้ถูกต้อง

 

เรื่องของการสอนการออกเสียงภาษาไทยให้ชาวต่างชาติยังไม่จบนะคะ ผู้เขียนขออนุญาตนำมาคุยกันต่อในบทความถัดไปแล้วกันค่ะ

 

สำหรับคุณครูที่เริ่มสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติที่ได้อ่านบทความนี้แล้ว และรู้สึกว่าอยากจะหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเปิดโลกทัศน์ของการสอน ตลอดจนเพิ่มพูนทั้งความรู้และทักษะให้แก่ตนเอง เพื่อเพิ่มประสบการณ์การสอนของตนเองให้มากขึ้น ผู้เขียนขอแนะนำให้ท่านลองติดต่อ TSLTK ดูนะคะ เพราะทางสถาบัน TSLTK มีบริการทั้งคอร์สสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คอร์สอบรมคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นครูสอนภาษาไทยออนไลน์หรือออฟไลน์ และยังมีบริการในเรื่องสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติชนิดต่างๆ ทั้งบทเรียนและแบบฝึกหัด ที่ออกแบบมาและพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลจริงกับผู้เรียนต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยมีการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาสื่อการสอนเหล่านี้มานานนับสิบๆ ปีทีเดียว ทางสถาบันฯ พร้อมให้คำแนะนำและบริการคุณครูเสมอค่ะ

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร หนังสือ และคอร์สอบรมของเราได้ที่ไลน์ @TSLTK

โดย ครูหนูอ้น

 

😎😎😎😎😎

 

อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

แจกฟรี! สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ PDF

สอบถามเพิ่มเติมทางไลน์ @TSLTK ได้เลยนะคะ

 

👩‍🏫 คอร์สอบรมและสื่อของเราเหมาะสำหรับ

✅ ครูที่สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติอยู่แล้ว

✅ ผู้ที่สนใจเริ่มต้นอาชีพครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

 

#อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#เทคนิคการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติPDF

#ฟรีตัวอย่างสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#วิธีสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#คู่มือสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

 

3 “อย่า” สำหรับคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

3 “อย่า” สำหรับคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

 

ในบทความก่อนหน้านี้ ผู้เขียนได้กล่าวถึงเรื่องราวต่างๆ รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นที่(น่าจะ)เป็นประโยชน์สำหรับคุณครูมือใหม่ที่สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ สำหรับบทความในวันนี้ผู้เขียนคิดว่าน่าจะช่วย”กระตุก”ความคิดของคุณครูภาษาไทยมือใหม่ ให้ลองพิจารณาถึงคำอธิบายของ “อย่า”ทั้งสามประการนี้

 

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

 

โดยทั่วๆ ไป เมื่อกล่าวถึงอาชีพ “ครู” เรามักจะนึกถึงคนที่ทรงภูมิ มีความสามารถ มีความเชี่ยวชาญและมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ เป็นอย่างดีพอที่จะสอนหรือเผยแพร่ความรู้ดังกล่าวให้กับผู้ที่ไม่รู้หรือรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นน้อยกว่า ให้ผู้เรียนได้รู้มากขึ้นและรู้มากพอที่จะนำไปใช้ประโยชน์ตามที่ตั้งวัตถุประสงค์ของการสอนเรื่องนั้นเอาไว้

 

อย่างไรก็ตาม เราพบอยู่บ่อยๆ ว่า ความรู้ในเรื่องของภาษาที่หนึ่งหรือภาษาแม่ (Native Language) ที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวันนั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ของการใช้ภาษาในชีวิตประจำวันมากกว่าที่จะรู้จากการเรียนวิชาภาษาไทยอย่างต่อเนื่องและลึกซึ้งจนถึงขั้นที่เรียกได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในภาษาไทย และเรามักพบอีกด้วยว่า ภาษาในโลกนี้ล้วนแล้วแต่มีวิวัฒนาการ และวิวัฒนาการของภาษาก็อาจจะไม่ได้อิงกับแนวทางหรือหลักเกณฑ์ที่เคยเป็นกันมาในอดีต เราจึงพบอยู่บ่อยๆ ว่าภาษาไทยที่เป็นภาษาแม่ของเราและเราใช้กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น มีการใช้อย่างผิดๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวสะกด การออกเสียง หรือการใช้ในประโยค ประกอบกับเทคโนโลยีที่โลกเชื่อมต่อถึงกันและใช้ภาษาอยู่ ภาษาที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นจึงแพร่กระจายไปในหมู่คนได้กว้างขวางขึ้นและรวดเร็วขึ้น

 

หลายๆ ครั้ง อาจจะมีคนถามเราว่า “ทำไมเราจึงใช้คำนี้(หรือวลีนี้)แบบนี้” หรือ “คำว่า…แปลว่าอะไร” แต่เราไม่สามารถตอบได้ว่าเพราะเหตุใด และมีอยู่หลายๆ ครั้งที่เราอาจจะต้องตอบ(ไปก่อน)ว่า “ไม่มีใครทราบว่าเพราะอะไร แต่เราใช้กันมาแบบนี้นานมาแล้ว”

 

เมื่อพวกเราต้องการจะประกอบอาชีพเป็นคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม ผู้เขียนจึงขออนุญาตยก 3 “อย่า”มาเตือนใจ ดังนี้นะคะ

  • อย่าคิดว่าตัวเองรู้หมดแล้ว – ข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญมาก เพราะผู้เขียนอยากจะบอกว่า ในโลกปัจจุบันไม่มีใครที่รู้ทุกสิ่งทุกอย่างไปหมด การคิดว่าตนเองรู้หมดแล้วทำให้เราไม่เปิดใจและ/หรือแสวงหาความรู้ใหม่ๆ เพิ่มเติม การได้เรียนรู้มากขึ้นในสิ่งที่ตนเองสอนจะยิ่งเพิ่มความมั่นใจและความเชื่อมั่นของเรามากขึ้น บางครั้งสิ่งที่เราเคยคิดเคยเข้าใจอาจจะมาจากการเรียนรู้ที่มีข้อมูลอธิบายมากมาย แต่บางครั้งเรากลับพบว่า คนบางคนมีความสามารถในการอธิบายเรื่องที่ซับซ้อนให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นหรือเป็นระบบมากขึ้น ทำให้ยิ่งง่ายต่อการเรียนรู้ ซึ่งหากเราได้ทราบวิธีการแบบนี้ก็จะช่วยให้เรานำไปอธิบายต่อให้ผู้เรียนของเราเข้าใจได้ง่ายขึ้น
  • อย่าปิดหูปิดตาจากฟีดแบค (Feedback) ของนักเรียนและผู้เกี่ยวข้อง – หากคุณครูก้าวข้าม “อย่า”แรกได้แล้ว “อย่า”ข้อนี้ก็น่าจะไม่เหลือบ่ากว่าแรงอะไรนัก ยิ่งเมื่อเราเริ่มเป็นคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติใหม่ๆ เราอาจจะต้องเปิดใจให้กับการพัฒนาตนเองควบคู่กันไปด้วย เพราะการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาตินั้นเป็นทั้ง “ศาสตร์” และ “ศิลป์” มีทั้งองค์ความรู้เกี่ยวกับภาษาและการใช้ภาษาเอง กับองค์ความรู้ในวิธีการสอนให้น่าสนใจ เข้าใจได้ง่าย และไม่น่าเบื่อ การได้รับฟีดแบคทั้งจากผู้เรียนเองและจากผู้เกี่ยวข้องจะช่วยให้เราเข้าใจว่าสิ่งที่เราสอนและวิธีการที่เราใช้สอนนั้นส่งผลตามที่เราต้องการจริงไหม หรือมีอะไรที่เราสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อีกบ้าง
  • อย่ามั่วคำตอบ – ผู้เรียนชาวต่างชาติของคุณครูจะมีหลายประเภท แต่ที่แน่ๆ คือพวกเขาไม่รู้และอยากรู้เกี่ยวกับภาษาไทย บางครั้งเขาอาจจะเคยได้ยินคนไทยพูดเลยอยากทราบว่าคำที่ออกเสียงอย่างนี้มันแปลว่าอะไรและใช้อย่างไร หรือบางทีเป็นคำสองสามคำที่คล้ายกัน มันแตกต่างกันอย่างไร หรือไม่อีกทีเขาเคยเรียนมาว่าคำๆ นี้มันแปลว่าอย่างนี้และใช้แบบนี้ ทำไมมาเรียนกับเรามันจึงใช้แบบนี้ เป็นต้น ในฐานะของผู้สอน คุณครูควรอธิบายไปตามหลักการและความรู้ที่มี แต่หากไม่รู้หรือยังไม่แน่ใจคำตอบ จงอย่าตอบแบบส่งๆ หรือตอบแบบขอไปที เพราะคำตอบของคุณครูจะเป็นคำอธิบายที่ติดตัวเขาไปตลอด หากคุณครูตอบโดยที่ไม่ทราบข้อมูลที่แท้จริง นั่นเท่ากับเป็นการสอนสิ่งที่ผิด ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณครูไม่ทราบคำตอบของทุกคำถาม เราสามารถบอกผู้เรียนได้ว่ายังไม่แน่ใจในคำตอบ ขอยังไม่ให้คำตอบในตอนนี้แต่จะไปหาคำตอบมาให้ ที่สำคัญคืออย่าลืมไปหาคำตอบมาให้ผู้เรียนจริงๆ หากเป็นเช่นนี้คุณครูจะได้รับความเชื่อถือเพิ่มอีกมากทีเดียวค่ะ

 

สำหรับคุณครูที่เริ่มสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติที่ได้อ่านบทความนี้แล้ว และรู้สึกว่าอยากจะหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเปิดโลกทัศน์ของการสอน ตลอดจนเพิ่มพูนทั้งความรู้และทักษะให้แก่ตนเอง เพื่อเพิ่มประสบการณ์การสอนของตนเองให้มากขึ้น ผู้เขียนขอแนะนำให้ท่านลองติดต่อ TSLTK ดูนะคะ เพราะทางสถาบัน TSLTK มีบริการทั้งคอร์สสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คอร์สอบรมคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นครูสอนภาษาไทยออนไลน์หรือออฟไลน์ และยังมีบริการในเรื่องสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติชนิดต่างๆ ทั้งบทเรียนและแบบฝึกหัด ที่ออกแบบมาและพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลจริงกับผู้เรียนต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยมีการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาสื่อการสอนเหล่านี้มานานนับสิบๆ ปีทีเดียว ทางสถาบันฯ พร้อมให้คำแนะนำและบริการคุณครูเสมอค่ะ

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร หนังสือ และคอร์สอบรมของเราได้ที่ไลน์ @TSLTK

โดย ครูหนูอ้น

 

😎😎😎😎😎

 

อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

แจกฟรี! สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ PDF

สอบถามเพิ่มเติมทางไลน์ @TSLTK ได้เลยนะคะ

 

👩‍🏫 คอร์สอบรมและสื่อของเราเหมาะสำหรับ

✅ ครูที่สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติอยู่แล้ว

✅ ผู้ที่สนใจเริ่มต้นอาชีพครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

 

#อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#เทคนิคการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติPDF

#ฟรีตัวอย่างสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#วิธีสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#คู่มือสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

สอนการสนทนาภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ (2)

สอนการสนทนาภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ (2)

 

ในบทความตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้กล่าวถึงขั้นตอนของ”การเตรียมตัว” ก่อนจะเริ่มสอนการสนทนาภาษาไทยให้กับผู้เรียนชาวต่างชาติของเรา ซึ่งในการเตรียมตัวนั้น หมายความถึงการเตรียมตัวของผู้สอนเอง และเตรียมตัวผู้เรียนหรืออาจจะเรียกว่า Orientation Step เพื่อให้ผู้เรียนชาวต่างชาติได้รู้จักกับภาพกว้างๆ ของภาษาไทย ที่มีความแตกต่างจากภาษาแม่ของพวกเขา – สำหรับ “ภาษาแม่” ในที่นี้หมายความถึงเฉพาะภาษาอังกฤษก่อนนะคะ เพราะในทางปฏิบัติแล้ว คุณครูคงจะไม่ได้สอนภาษาไทยให้กับผู้เรียนที่ใช้แต่ภาษาอังกฤษเท่านั้น หากแต่ภาษาแม่ของผู้เรียนที่เป็นภาษาอื่นนั้นก็เข้าเกณฑ์เดียวกันนี้ เพียงแต่ภาษาที่คุณครูอธิบายก็คงจะต้องใช้ภาษาแม่ของเขาเพื่อความเข้าใจของผู้เรียนในชั้นต้น

บทความในวันนี้ เราจะมาคุยกันในขั้นตอนสำคัญแล้วนะคะ คือ การลงมือสอนการสนทนาภาษาไทย

หากท่านผู้อ่านได้อ่านมาถึงตรงนี้ ผู้เขียนก็ขออนุญาตกล่าวอีกครั้งหนึ่งว่า ในบทความนี้เราจะกล่าวถึงผู้เรียนที่เป็น”ผู้ใหญ่”มากกว่าที่จะเป็น”เด็ก”ชาวต่างชาตินะคะ เนื่องจากการชี้แจงภาพรวมของภาษาไทยในขั้นตอนการเตรียมการนั้น ชาวต่างชาติที่เป็นผู้ใหญ่ได้ผ่านกระบวนการเรียนและใช้ภาษาแม่ของเขามานานพอสมควรแล้ว และนานพอที่จะเห็น(และเข้าใจ)ความแตกต่างของภาษาไทยเทียบกับภาษาแม่ของพวกเขา การชี้แจงเรื่องแบบนี้ให้กับผู้เรียนที่เป็นเด็กน่าจะไม่เหมาะสมนัก เพราะกระบวนการเรียนรู้ภาษาที่สอง (Second Language Acquisition Process) ของเด็กต่างจากของผู้ใหญ่ และส่วนใหญ่แล้วเด็กๆ จะเรียนได้ดีจากการมีประสบการณ์ตรงในการใช้ภาษาไปเลยมากกว่าจะสอนหรือชี้แจงกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อเตรียมตัวก่อนการเรียนการสอนจริงๆ

เมื่อเราได้ชี้แจงให้ผู้เรียนได้เห็นภาพรวมของสิ่งต่างๆ ที่ภาษาไทยของเราแตกต่างจากภาษาแม่ของเขาแล้ว – ซึ่งผู้เขียนขออนุญาตกล่าวว่าไม่ควรจะเยิ่นเย้อหรือใช้เวลานานเกินไปนะคะ เพราะในระหว่างที่พวกเขาค่อยๆ เรียนไปกับเรานั้น เราสามารถย้ำให้เขาทราบได้อีกหลายครั้งทีเดียวค่ะ – เราก็จะมาเริ่มลงมือสอนกันเลยนะคะ

ไม่ว่าเนื้อหาหรือหลักสูตรสอนการสนทนาภาษาไทยของเราจะเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่แล้วก็จะมีขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้ด้วย ได้แก่

  1. การสอนให้รู้จักคำศัพท์ภาษาไทย – ส่วนมากแล้วการสอนคำศัพท์ (Vocabulary) ก็จะเป็นการแนะนำให้ผู้เรียนชาวต่างชาติรู้จักกับคำศัพท์ภาษาไทยที่ตรงกับคำศัพท์ในภาษาแม่ของเขา โดยมักจะมีทั้งภาพ (Visuals) และตัวอักษร (Text) ประกอบกัน แม้ว่าจะเป็นการเรียนการสนทนา ขั้นตอนของการสอนคำศัพท์ก็มักจะหนีไม่พ้นการสอนให้ผู้เรียนรู้จักคำศัพท์ภาษาไทยด้วยสื่อการสอนเหล่านี้

วัตถุประสงค์แรกของการสอนคำศัพท์คือ ผู้เรียนต้องสามารถจำความหมายและออกเสียงตามได้ แต่ในกรณีที่ผู้เรียนยังไม่ต้องการเรียนการเขียน-การอ่านภาษาไทยในขั้นแรกนี้ นอกจากจะสอนคำศัพท์ภาษาไทยด้วยภาพและตัวอักษร นี่คือเหตุผลที่ผู้สอนจำเป็นต้องใช้การแปลงเสียงของพยางค์และคำภาษาไทยให้เป็นเสียงที่ผู้เรียนสามารถ”เลียนแบบ”เพื่อ”ออกเสียงตาม”ได้ (ดังที่ผู้เขียนได้กล่าวถึง Transliteration System หรือระบบการแปลงเสียงโดยใช้ตัวอักษรในบทความที่แล้ว)

  1. การสอนการใช้คำศัพท์ภาษาไทย – หากจะให้ผู้เรียนสามารถพูดภาษาไทยได้ การเรียงลำดับคำในภาษาไทย หรือ Syntax เป็นขั้นตอนต่อไปที่คุณครูจะต้องสอนค่ะ เนื่องจากการจัดเรียงคำในวลีหรือประโยคภาษาไทย หรือที่เราเรียกง่ายๆ ว่า Word Order นั้น มีหลายอย่างที่ไม่เหมือน หรือบางครั้งก็ตรงกันข้ามกับภาษาแม่ของผู้เรียนเลยทีเดียว ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ คือการใช้คำคุณศัพท์ (Adjective / Modifier) เพื่อขยายคำนาม (Noun) ในภาษาอังกฤษ จะวางคำคุณศัพท์ไว้ข้างหน้าคำนามที่ต้องการขยาย เช่น beautiful woman แต่ภาษาไทยนั้นอยู่สลับที่กัน คือในภาษาไทยเราจะวางคำนามไว้ข้างหน้า ตามด้วยคำคุณศัพท์ เป็น “ผู้หญิงสวย” เป็นต้น
  2. การสอนการตั้งคำถามและการตอบคำถาม – อีกวัตถุประสงค์หนึ่งของผู้เรียนการสนทนาภาษาไทย คือพวกเขาอยาก”สนทนา” หรือพูดโต้ตอบกับคนไทยได้ ซึ่งนั่นหมายถึงผู้เรียนจะต้องทราบว่า ประโยคแบบไหนเป็นประโยคคำถาม คนที่ถาม ถามถึงอะไร เพื่อที่เขาจะสามารถตอบได้ถูกต้อง นี่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนโครงสร้างประโยค (Sentence Structure) และการใช้คำแสดงคำถามต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Yes/No Question Words หรือ WH-Question Words ในภาษาไทย รวมไปถึงวิธีการตอบคำถามเพื่อตอบรับ หรือเพื่อปฏิเสธ

นอกจากนี้เราอาจจะสังเกตเห็นว่า การถาม-ตอบในชีวิตประจำวันจริงๆ แล้ว คนไทยส่วนใหญ่มักไม่ได้เอ่ยถึงประธานของประโยคเท่าไรนัก ที่เป็นเช่นนี้เพราะทราบกันอยู่แล้วว่าใครเป็นคนถาม ถามใคร และใครเป็นคนตอบ ระหว่างที่คุณครูสอนผู้เรียนของท่านก็อาจจะสอนแบบเป็นประโยคเต็มๆ และแบบ”ละ”ประธานไว้พร้อมคำอธิบายด้วยนะคะ

  1. การสอนการฟัง-การพูดภาษาไทยขั้นต่อไป – เมื่อผ่านการสอนการสนทนาภาษาไทยขั้นต้นจนจบหลักสูตรที่กำหนดไว้แล้ว หากผู้เรียนสนใจที่จะเรียนภาษาไทยให้สามารถใช้ได้ในระดับที่สูงขึ้น ส่วนใหญ่แล้วมักจะได้รับคำแนะนำว่าควรเรียนการเขียนและการอ่านภาษาไทย เพื่อให้เข้าใจภาษาไทยมากยิ่งขึ้นและมีคลังคำศัพท์มากขึ้น การสอนการสนทนาในขั้นต่อไปนี้ มักจะเป็นการสอนคำศัพท์และการใช้คำศัพท์ที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ทั้งคำที่คล้ายกัน เหมือนกัน ต่างกันทั้งในมุมของเสียงวรรณยุกต์ ตัวสะกด และการใช้ รูปแบบของประโยคลักษณะต่างๆ ที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ที่หลากหลายไปจากการการถาม-ตอบในชีวิตประจำวันธรรมดา เป็นต้น

ที่กล่าวถึงใน 4 ขั้นนี้ เป็นขั้นตอนที่เป็น “แก่น”ของการสอนการสนทนาภาษาไทยขั้นต้นให้ผู้ใหญ่ชาวต่างชาติ ซึ่งวิธีการสอน สื่อการสอน กิจกรรมต่างๆที่ช่วยเสริมให้ผู้เรียนเข้าใจและสนใจระหว่างเรียนก็อาจจะแตกต่างกันไปตามหลักสูตรของแต่ละสถานที่และคุณครูผู้สอนนะคะ

 

สำหรับคุณครูที่เริ่มสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติที่รู้สึกว่าอยากจะหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเปิดโลกทัศน์ของการสอน ตลอดจนเพิ่มพูนทั้งความรู้และทักษะให้แก่ตนเอง เพื่อเพิ่มประสบการณ์การสอนของตนเองให้มากขึ้น ผู้เขียนขอแนะนำให้ท่านลองติดต่อ TSLTK ดูนะคะ เพราะทางสถาบัน TSLTK มีบริการทั้งคอร์สสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คอร์สอบรมคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นครูสอนภาษาไทยออนไลน์หรือออฟไลน์ และยังมีบริการในเรื่องสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติชนิดต่างๆ ทั้งบทเรียนและแบบฝึกหัด ที่ออกแบบมาและพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลจริงกับผู้เรียนต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยมีการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาสื่อการสอนเหล่านี้มานานนับสิบๆ ปีทีเดียว ทางสถาบันฯ พร้อมให้คำแนะนำและบริการคุณครูเสมอค่ะ

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร หนังสือ และคอร์สอบรมของเราได้ที่ไลน์ @TSLTK

โดย ครูหนูอ้น

 

😎😎😎😎😎

 

อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

แจกฟรี! สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ PDF

สอบถามเพิ่มเติมทางไลน์ @TSLTK ได้เลยนะคะ

 

👩‍🏫 คอร์สอบรมและสื่อของเราเหมาะสำหรับ

✅ ครูที่สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติอยู่แล้ว

✅ ผู้ที่สนใจเริ่มต้นอาชีพครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

 

#อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#เทคนิคการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติPDF

#ฟรีตัวอย่างสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#วิธีสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#คู่มือสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

สอนการสนทนาภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ (1)

สอนการสนทนาภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ (1)

 

เคยสงสัยไหมคะว่า เวลาที่เราจะสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาตินั้น เราจะเริ่มด้วยการสอนแบบไหนก่อนดี จะเป็นการสอนการสนทนาภาษาไทย หรือสอนให้ชาวต่างชาติคนนั้นอ่านและเขียนภาษาไทยได้ วันนี้เราจะคุยเรื่องนี้กันค่ะ

เมื่อเรากล่าวถึงการสอน”ภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ” เรากำลังหมายถึงสอนให้ชาวต่างชาติคนนั้น(หรือกลุ่มนั้น)สามารถ”สื่อสารเป็นภาษาไทย”ได้ทุกทักษะเมื่อเรียนกับคุณแล้ว พอพูดว่า“ทุกทักษะ”ก็คือทักษะทั้ง 4 ได้แก่การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน แต่ในทางปฏิบัติ การสอนภาษาต่างประเทศโดยมีจุดประสงค์ที่จะให้ผู้เรียนทำได้ทุกทักษะพร้อมๆ กันนั้นออกจะเป็นเรื่องที่หนักหนาเอาการไม่น้อยนะคะ

ต้องไม่ลืมว่า ภาษาไทยมีความแตกต่างจากภาษาของชาติตะวันตกที่ใช้ตัวอักษรโรมัน Aa, Bb, Cc ในการเขียนอ่าน ฯลฯ เพราะเรามีตัวอักษรของเราเอง และภาษาไทยก็เป็นภาษาที่ความแตกต่างของระดับเสียงมีผลกับความหมาย (Tonal Language) ดังที่เราทราบกันดีว่า ขาว / ข่าว / ข้าว / เขา / เข่า / เข้า ล้วนมีความหมายที่ต่างกัน ดังนั้น หากชาวต่างชาติต้องการเรียนภาษาไทย ในฐานะของครูผู้สอน ท่านจำเป็นต้องถามผู้เรียนให้แน่ชัดก่อนว่า ที่เขาอยากจะเรียนภาษาไทยนั้น เพราะเขาอยากจะใช้ภาษาไทยไปทำอะไร และตั้งใจจะใช้เวลาเรียนให้สามารถทำสิ่งต้องการได้นานแค่ไหน

ในแวดวงวิชาการและงานวิจัยกล่าวว่า หากเราต้องการเรียนรู้ภาษาใหม่เป็นภาษาต่างประเทศ หรือที่เรียกว่า Second Language Acquisition โดยเฉพาะกับผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว มักจะมีคำแนะนำว่าให้เริ่มเรียนเพื่อ”การสนทนา”ก่อน นั่นคือให้ความสนใจกับทักษะการฟังและการพูด และโดยเฉพาะเมื่อภาษาไทยมีตัวอักษรไทยและมีระบบการเขียนการอ่านของเราเองด้วย การเรียนภาษาไทยโดยเริ่มจากการเขียนและการอ่านนั้น ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ หากแต่อาจจะเหมาะกับผู้เรียนที่สนใจจะใช้ภาษาไทยได้ทุกทักษะจริงๆ เป็นผู้ที่มีเวลาเรียนที่สม่ำเสมอและมากพอ ตลอดจนมีโอกาสที่จะได้ฝึกฝนทักษะที่เรียนบ่อยๆ เพื่อให้สามารถจำได้และใช้ได้นั่นเองค่ะ

ถ้าเช่นนั้น การสอนการสนทนาภาษาไทยให้ชาวต่างชาติเขาทำกันอย่างไร

โดยทั่วๆ ไปแล้ว องค์ประกอบของการสอนการสนทนา หรือ Thai Conversation หรือ Thai Listening and Speaking นั้น ในกรณีที่เริ่มจากไม่รู้อะไรเลย ก็มักจะมี ”ขั้นตอนของการเตรียมตัวสอน”ดังนี้

  1. การอธิบายภาพกว้างของภาษาไทย – ซึ่งภาพกว้างที่ว่านี้ คือลักษณะรวมๆ ของภาษาไทยทั้งหลักภาษาและการใช้ภาษา ลักษณะรวมๆ ที่ว่านี้ก็เพื่อให้ผู้เรียนเตรียมตัวและรับรู้ก่อนว่า ภาษาไทยต่างจากภาษาแม่ หรือ Native Language ที่เขาคุ้นเคยในแง่มุมใดบ้าง
  2. การอธิบายเรื่องระดับเสียง (Tone / Pitch) ในภาษาไทย – ในหัวข้อนี้ อาจจะไม่ถึงกับต้องอธิบายแหล่งเกิดเสียงหรือศัพท์ทางด้านภาษาศาสตร์ แต่ให้ผู้เรียนได้ทราบว่าภาษาไทยมีกี่โทนเสียง และการให้ความสำคัญกับโทนเสียงในขณะที่เรียนและหัดออกเสียง หากมีไฟล์เสียงช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกฟังเสียงและออกเสียงก็จะช่วยให้ผู้เรียนจับระดับเสียงได้ง่ายขึ้น
  3. การใช้ระบบแปลงเสียงภาษาไทยด้วยอักษรโรมัน (Transliteration System) – การใช้ระบบแปลงเสียงนี้จะช่วยให้ผู้เรียนออกเสียงเลียนแบบเสียงพยัญชนะ เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์ในแต่ละพยางค์ได้ง่าย โดยมากแล้วจะเป็นอักษรโรมันหรือตัวอักษรภาษาอังกฤษ แต่สำหรับภาษาไทยนั้นยังไม่มีระบบฯ ดังกล่าวที่เป็นมาตรฐานที่ใช้ร่วมกัน ส่วนใหญ่แล้วระบบต่างๆที่ใช้กันอยู่ก็พอจะช่วยให้ผู้เรียนออกเสียงแต่ละพยางค์หรือแต่ละคำได้ใกล้เคียงเสียงจริงๆ ของภาษาไทย

 

เราผ่านขั้นตอนการเตรียมสอนการสนทนาภาษาไทยให้ชาวต่างชาติแล้วนะคะ ในบทความครั้งหน้า เราจะมาคุยกันต่อในการลงมือสอนจริงๆ ละค่ะ

 

สำหรับคุณครูที่เริ่มสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติที่รู้สึกว่าอยากจะหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเปิดโลกทัศน์ของการสอน ตลอดจนเพิ่มพูนทั้งความรู้และทักษะให้แก่ตนเอง เพื่อเพิ่มประสบการณ์การสอนของตนเองให้มากขึ้น ผู้เขียนขอแนะนำให้ท่านลองติดต่อ TSLTK ดูนะคะ เพราะทางสถาบัน TSLTK มีบริการทั้งคอร์สสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คอร์สอบรมคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นครูสอนภาษาไทยออนไลน์หรือออฟไลน์ และยังมีบริการในเรื่องสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติชนิดต่างๆ ทั้งบทเรียนและแบบฝึกหัด ที่ออกแบบมาและพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลจริงกับผู้เรียนต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยมีการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาสื่อการสอนเหล่านี้มานานนับสิบๆ ปีทีเดียว ทางสถาบันฯ พร้อมให้คำแนะนำและบริการคุณครูเสมอค่ะ

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร หนังสือ และคอร์สอบรมของเราได้ที่ไลน์ @TSLTK

โดย ครูหนูอ้น

 

😎😎😎😎😎

 

อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

แจกฟรี! สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ PDF

สอบถามเพิ่มเติมทางไลน์ @TSLTK ได้เลยนะคะ

 

👩‍🏫 คอร์สอบรมและสื่อของเราเหมาะสำหรับ

✅ ครูที่สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติอยู่แล้ว

✅ ผู้ที่สนใจเริ่มต้นอาชีพครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

 

#อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#เทคนิคการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติPDF

#ฟรีตัวอย่างสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#วิธีสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#คู่มือสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติแบบเดี่ยวหรือแบบกลุ่มดี?

สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติแบบเดี่ยวหรือแบบกลุ่มดี?

 

ในหลายๆ บทความที่ผ่านมา ผู้เขียนได้กล่าวถึงการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติในหลายๆ แง่มุมแล้ว วันนี้เราจะมาลองดูกันว่า ถ้าเราจะสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาตินั้น เราจะสอนเป็นแบบเดี่ยวหรือแบบกลุ่มถึงจะดีกว่ากัน

ข้อสงสัยข้างต้นนี้คงจะอยู่ในใจของคุณครูที่สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติหลายๆ คนถัดมาจากคำถามแรกๆ ประเภท “จะสอนเด็กหรือสอนผู้ใหญ่ดี?” พอตกลงกลุ่มผู้เรียนได้แล้ว ก็อาจจะมาถึงคำถามนี้แหล่ะค่ะ “จะสอนแบบเดี่ยวหรือสอนแบบกลุ่มดี?”

เวลาที่เราพูดว่า เราจะสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติโดยการ“สอนแบบเดี่ยว (Private or One-on-One Class)” กับ “สอนแบบกลุ่ม (Group Class)” ความแตกต่างอย่างแรกเลยก็คือจำนวนผู้เรียนนี่แหล่ะค่ะ “สอนแบบเดี่ยว” คือการสอนแบบที่มีผู้เรียนเพียงคนเดียว และแน่นอนว่าการ “สอนแบบกลุ่ม” ก็คือการสอนแบบที่มีผู้เรียนมากกว่า 1 คนขึ้นไป

ถ้าจะว่าไปแล้ว จะเลือกสอนแบบไหน เราก็คงจะต้องเริ่มต้นด้วยการพิจารณาหลายๆ อย่างประกอบกัน ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้นะคะ

  • ประสบการณ์ของคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ – หากคุณเป็นคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติที่เพิ่งเริ่มสอนนักเรียนเป็นรายแรกๆ คุณอาจจะต้องพิจารณาดูว่าประสบการณ์การสอนของคุณนั้นมีมากพอหรือยังถ้าคิดว่าจะสอนแบบกลุ่ม ที่ว่ามากพอนั้น กล่าวโดยรวมๆ ก็คือความสามารถของคุณครูในการอธิบายเนื้อหาหรือหัวข้อที่สอน หรือยกตัวอย่างให้นักเรียนเข้าใจได้ง่ายๆ การตอบข้อสงสัยต่างๆของนักเรียน สิ่งเหล่านี้คือประสบการณ์ที่พูดถึงกันตรงนี้ค่ะ เพราะต้องไม่ลืมว่าคุณครูกำลังสอนนักเรียนต่างชาติ การให้คำอธิบายต่างๆ อาจจำเป็นต้องใช้ภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาไทย เพราะเราอาจจะไม่สามารถทำให้นักเรียนเข้าใจได้อย่างรวดเร็วด้วยภาษาไทยที่นักเรียนยังไม่คุ้นเคยนะคะ
  • การบริหารจัดการชั่วโมงเรียน – ไม่ว่าคุณครูจะสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติครั้งละ 60 นาที หรือ 90 นาที (หนึ่งชั่วโมงครึ่ง) เนื้อหาของบทเรียนที่เตรียมให้ผู้เรียนชาวต่างชาตินั้นเหมาะสมหรือไม่ คุณครูสามารถสอนจนจบภายในเวลาที่กำหนดหรือไม่ เพราะบทเรียนแต่ละบทเป็นเสมือนตัวต่อจิ๊กซอว์ของหลักสูตรทั้งหลักสูตรที่คุณครูตั้งใจจะให้นักเรียนของคุณครูได้เรียนจนจบตามเวลาที่กำหนด การสอนนักเรียนเพียงคนเดียว กับการสอนนักเรียนพร้อมกันมากกว่า 1 คนย่อมต้องการเวลาที่แตกต่างกัน เพราะโดยทั่วๆ ไปแล้วผู้เรียนหลายคนที่ได้รับฟังการอธิบายครั้งเดียวพร้อมๆ กัน ไม่ได้รับทราบหรือเรียนรู้เนื้อหานั้นเหมือนกันเท่ากันทุกคน คุณครูก็ต้องให้ความสนใจและใส่ใจกับนักเรียนจำนวนมากขึ้นเมื่อสอนแบบกลุ่ม
  • เนื้อหาบทเรียนภาษาไทยที่สอน – การสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติแบบเดี่ยวกับแบบกลุ่มนั้น แกนกลางของเนื้อหาบทเรียนนั้นแตกต่างกัน ในขณะที่คุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติแบบเดี่ยวจะสอนหลักสูตรที่ตรงกับ”ความต้องการของผู้เรียน”เป็นหลัก หลักสูตรของการสอนแบบกลุ่มนั้นจะเป็นหลักสูตรที่ “กำหนดเนื้อหาไว้สำหรับเวลาทั้งหมดที่มี” เพราะมีเวลาเป็นตัวกำหนด ดังนั้น เนื้อหาที่แตกต่างกันนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้วิธีการสอนและการเอาใจใส่ของคุณครูผู้สอนต้องแบ่งออกไปเพื่อผู้เรียนหลายคนและหาจุดสมดุลให้ได้เมื่อทำการสอนแบบกลุ่ม
  • การแข่งขันกันในหมู่ผู้เรียน – ส่วนหนึ่งที่เป็นข้อดีของการสอนแบบกลุ่มคือการมีพลวัต (Dynamics)ระหว่างการเรียนรู้ โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์มีสัญชาตญาณของการแข่งขันกันอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าจะแสดงออกมากหรือน้อยกว่ากัน และเมื่อเห็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนเข้าใจ ตอบได้ ทำแบบฝึกหัดถูก ก็จะรู้สึกอยากทำให้ได้เช่นนั้นบ้าง ลักษณะเช่นนี้อาจจะไม่มีในการสอนแบบเดี่ยวเพราะผู้เรียนไม่ได้เห็นชัดๆ ว่าตนเองกำลังแข่งอยู่กับใครในเวลาเดียวกัน สิ่งนี้จะยิ่งเห็นได้ชัดเมื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาตินั้นเป็นการสอนให้กับเด็กๆ แน่นอนว่าพลวัตที่เพิ่มขึ้น ย่อมต้องการพลังงานของคุณครูผู้สอนที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

ที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงนี้เป็นเพียงตัวอย่างที่พอจะเห็นได้ง่ายๆ ว่าการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติแบบกลุ่มนั้นแตกต่างกับการสอนแบบเดี่ยวในแง่มุมใดบ้าง แต่การจะตัดสินใจอย่างไรนั้นก็คงจะขึ้นอยู่กับคุณครูผู้สอนเองละนะคะ เพราะน่าจะเป็นผู้ที่รู้จักตนเองมากที่สุดแล้วว่ามีความพร้อมกับการสอนแบบใดมากกว่ากัน

 

สำหรับคุณครูที่เริ่มสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติที่รู้สึกว่าอยากจะหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเปิดโลกทัศน์ของการสอน ตลอดจนเพิ่มพูนทั้งความรู้และทักษะให้แก่ตนเอง เพื่อเพิ่มประสบการณ์การสอนของตนเองให้มากขึ้น ผู้เขียนขอแนะนำให้ท่านลองติดต่อ TSLTK ดูนะคะ เพราะทางสถาบัน TSLTK มีบริการทั้งคอร์สสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คอร์สอบรมคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นครูสอนภาษาไทยออนไลน์หรือออฟไลน์ และยังมีบริการในเรื่องสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติชนิดต่างๆ ทั้งบทเรียนและแบบฝึกหัด ที่ออกแบบมาและพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลจริงกับผู้เรียนต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยมีการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาสื่อการสอนเหล่านี้มานานนับสิบๆ ปีทีเดียว ทางสถาบันฯ พร้อมให้คำแนะนำและบริการคุณครูเสมอค่ะ

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร หนังสือ และคอร์สอบรมของเราได้ที่ไลน์ @TSLTK

โดย ครูหนูอ้น

 

😎😎😎😎😎

 

อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

แจกฟรี! สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ PDF

สอบถามเพิ่มเติมทางไลน์ @TSLTK ได้เลยนะคะ

 

👩‍🏫 คอร์สอบรมและสื่อของเราเหมาะสำหรับ

✅ ครูที่สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติอยู่แล้ว

✅ ผู้ที่สนใจเริ่มต้นอาชีพครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

 

#อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#เทคนิคการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติPDF

#ฟรีตัวอย่างสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#วิธีสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#คู่มือสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ