5 ปัญหาที่พบบ่อยในการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

5 ปัญหาที่พบบ่อยในการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

  1. ระบบเสียง
    ภาษาไทยมีระบบเสียงที่ซับซ้อนกว่าภาษาอังกฤษมาก โดยเฉพาะเสียงวรรณยุกต์และเสียงสั้นเสียงยาว ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวต่างชาติต้องใช้เวลาเรียนรู้และฝึกฝนเป็นพิเศษ
  2. ไวยากรณ์
    ไวยากรณ์ของภาษาไทยและภาษาอังกฤษมีความแตกต่างกันอย่างมาก เช่น การใช้คำลักษณนาม เช่น “หมา 2 ตัว” แทนที่จะเป็น “2 หมา” หรือการที่ภาษาไทยไม่มีการผันคำกริยาตามกาลเวลา
  3. กาลเวลา (Tense)
    เนื่องจากภาษาไทยไม่มีการผันคำกริยา แต่ใช้การเพิ่มคำบ่งบอกกาลเวลาแทน เช่น “กินข้าวมา” โดยคำว่า มา ในประโยคนี้ทำหน้าที่บ่งบอกกาล คนไทยส่วนใหญ่ใช้ไวยากรณ์แบบนี้โดยธรรมชาติ โดยไม่ได้สังเกตหรือเรียนรู้ในห้องเรียน จึงมักอธิบายได้ไม่ละเอียดนัก
  4. ตัวอักษรและคำศัพท์
    ตัวอักษรไทยมีลักษณะเฉพาะและแตกต่างจากตัวอักษรในภาษาอื่นๆ ทำให้ผู้เรียนต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจตัวอักษรและการเขียน นอกจากนี้ ภาษาไทยยังมีการหยิบยืมคำจากภาษาต่างประเทศ เช่น บาลีและสันสกฤต ซึ่งบางคำไม่สามารถอธิบายด้วยกฎไวยากรณ์ได้ ต้องอาศัยการจดจำเท่านั้น
  5. วัฒนธรรม
    หลายคำและวลีในภาษาไทยไม่สามารถแปลเป็นภาษาอังกฤษแบบตรงตัวได้ เนื่องจากความแตกต่างทางวัฒนธรรม ดังนั้น การที่ชาวต่างชาติจะเข้าใจและสื่อสารภาษาไทยได้อย่างลึกซึ้ง จำเป็นต้องเข้าใจวัฒนธรรมไทยควบคู่ไปด้วย

ที่ TSLTK เรามีคอร์สอบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ สำหรับทั้งผู้เริ่มต้นและคุณครูที่ต้องการเพิ่มทักษะการสอน (upskill) ของตัวเอง คอร์สของเราครอบคลุมหัวข้อต่างๆ เช่น

  • ไวยากรณ์
  • กาลเวลา
  • การเตรียมสื่อการสอน
  • และยังมีสื่อการสอนสำเร็จรูป เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคุณครูอีกด้วย

สอบถามเพิ่มเติมได้ทางไลน์ @tsltk

คุณครูต้องรู้! เรียนรู้แบบไหน จดจำได้ดีที่สุด

คุณครูต้องรู้! เรียนรู้แบบไหน จดจำได้ดีที่สุด

 

การเป็นครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาตินั้นต้องอาศัยทั้งความรู้ความสามารถทางภาษา และเทคนิคการสอนที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพและสนุกสนาน วันนี้เราจะมาเจาะลึกเทคนิคการเรียนรู้ที่น่าสนใจ เพื่อให้คุณครูทุกท่านนำไปปรับใช้ในการพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น

เทคนิคการเรียนรู้ที่สำคัญสำหรับครูสอนภาษาไทย

 

  1. การเชื่อมโยงวัฒนธรรม:
    • ทำไมถึงสำคัญ: การเชื่อมโยงภาษาไทยเข้ากับวัฒนธรรมไทย จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจความหมายที่ลึกซึ้งของภาษาได้ดีขึ้น และจดจำคำศัพท์และสำนวนได้ง่ายขึ้น
    • วิธีการ:
      • ยกตัวอย่าง: ใช้ตัวอย่างสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน หรือเทศกาลต่าง ๆ เพื่ออธิบายการใช้ภาษา
      • สอนบทสนทนาจากโฆษณา ภาพยนตร์ หรือละคร: โฆษณา ภาพยนตร์ และละครไทยจะช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ภาษาไทยในบริบทที่เป็นธรรมชาติ
  2. การใช้สื่อการสอนที่หลากหลาย:
    • ทำไมถึงสำคัญ: การใช้สื่อการสอนที่หลากหลายจะช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างสนุกสนาน และเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น
    • วิธีการ:
      • ภาพประกอบ: ใช้ภาพประกอบที่สวยงามและชัดเจน เพื่ออธิบายคำศัพท์และโครงสร้างประโยค
      • วิดีโอ: ใช้คลิปวิดีโอสั้น ๆ เพื่อแสดงให้เห็นการใช้ภาษาในสถานการณ์จริง
      • เกม: ออกแบบเกมที่สนุกสนานเพื่อฝึกทักษะทางภาษา เช่น WordWall, Blooket, Kahoot
  3. การเน้นการปฏิบัติ:
    • ทำไมถึงสำคัญ: การได้ฝึกพูดและเขียน (หรือพิมพ์) ภาษาไทยบ่อย ๆ จะช่วยให้ผู้เรียนมีความมั่นใจและสามารถใช้ภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว
    • วิธีการ:
      • บทสนทนา: จัดกิจกรรมบทสนทนาเพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกพูด
      • การเขียน (หรือพิมพ์): มีกลุ่มให้นักเรียนได้ฝึกสนทนาผ่านการพิมพ์ เช่น ไลน์กลุ่ม
  4. การให้กำลังใจและคำชม:
    • ทำไมถึงสำคัญ: การให้กำลังใจและคำชมจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้เรียน และกระตุ้นให้พวกเขาอยากเรียนรู้ต่อไป
    • วิธีการ:
      • ชมเชยความพยายาม: ชมเชยความพยายามของผู้เรียนแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย
      • ให้คำแนะนำ: ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์เพื่อช่วยให้ผู้เรียนปรับปรุง
      • สร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง: สร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองในห้องเรียน เพื่อให้ผู้เรียนรู้สึกผ่อนคลายและกล้าที่จะแสดงออก
  5. การเรียนรู้จากข้อผิดพลาด:
    • ทำไมถึงสำคัญ: การเรียนรู้จากข้อผิดพลาดเป็นส่วนสำคัญของการเรียนรู้ภาษา
    • วิธีการ:
      • แก้ไขข้อผิดพลาดร่วมกัน: ช่วยให้ผู้เรียนแก้ไขข้อผิดพลาดของตนเอง
      • อธิบายเหตุผล: อธิบายให้ผู้เรียนเข้าใจถึงสาเหตุของข้อผิดพลาด

เทคนิคการเรียนรู้สำหรับตัวคุณครูเอง

  • เรียนรู้ภาษาไทยอย่างต่อเนื่อง: อ่านหนังสือภาษาไทย ฟังเพลงไทย ดูหนังไทย เพื่ออัปเดตข่าวสารและสถานการณ์ที่น่าสนใจ สำหรับชวนนักเรียนคุย
  • เข้าร่วมอบรม: เข้าร่วมอบรมเกี่ยวกับการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ เพื่อเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ
  • แลกเปลี่ยนความรู้กับครูท่านอื่น: แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับครูท่านอื่นๆ ที่สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติเหมือนกัน
  • ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์: ใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยนักเรียนในการเรียนรู้และทบทวน เช่น อัดคำศัพท์ หรือบทสนทนาใน Spotify หรือ YouTube เพื่อให้นักเรียนได้ทบทวนระหว่างบทเรียน

การเป็นครูสอนภาษาไทยที่ดีนั้น ต้องมีความรักในภาษาไทย และมีความมุ่งมั่นที่จะถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้อื่น หากคุณครูทุกท่านนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้ในการสอนแล้ว เชื่อว่าผู้เรียนทุกคนจะสามารถเรียนรู้ภาษาไทยได้อย่างสนุกสนานและประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนค่ะ

ที่ TSLTK เรามีคอร์สอบรมครูสอนภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติ และสื่อการสอนสำเร็จรูป ทั้งของเด็กและผู้ใหญ่ สามารถใช้สอนได้ทั้ง Online และ Offline สอบถามเพิ่มเติมทางไลน์ @tsltk

Check List ที่สื่อการสอนภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติต้องมี

Check List ที่สื่อการสอนภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติต้องมี

การเป็นครูผู้สอนในยุคปัจจุบัน นอกจากทักษะการสอนที่มีดีแล้ว การมีสื่อการสอนที่สวยงาม เนื้อหาครบถ้วน และตอบโจทย์การเรียนรู้ของผู้เรียนก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะสื่อการสอนที่ดีจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาได้เร็วขึ้น สนุกไปกับการเรียน และเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำ วันนี้เรามี Check List สำหรับการเตรียมสื่อการสอนมาแนะนำ เพื่อให้ครูทุกท่านสามารถเช็กและเตรียมการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์กับผู้เรียนมากที่สุด

  1. มีภาพประกอบที่ชัดเจน ใช้งานง่าย และสื่อความหมายได้ดี

ใช้อินโฟกราฟิกเพื่อนำเสนอข้อมูลที่เข้าใจยาก เช่น กฎไวยากรณ์ คำศัพท์ ประโยคตัวอย่าง และใช้สีสันที่เหมาะสมกับการเรียน เช่น สีที่ช่วยให้จำง่าย หรือช่วยให้เห็นความแตกต่างของข้อมูล

 

  1. สื่อเสริมที่หลากหลาย

การมีวิดีโอที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เห็นตัวอย่างการพูด การออกเสียง หรือสถานการณ์จริง หรือมีไฟล์เสียงให้ผู้เรียนฝึกฟัง และฝึกออกเสียงตาม รวมถึงการใช้เกมที่น่าสนใจ (เช่น wordwall, blooket) จะช่วยกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียน

  1. มีที่ว่างให้ผู้เรีนยจดเพิ่ม

ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ ไฟล์ PDF หรือไฟล์ PowerPoint สำหรับการสอนออนไลน์และออฟไลน์ สื่อการสอนที่ดีควรมีที่ว่างให้ผู้เรียนได้จดความเข้าใจของตัวเองเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดการจดจำได้ดีขึ้น

  1. แบบฝึกหัดเพื่อประเมินผลการเรียนรู้

สื่อการสอนที่ดีควรมีใบงานหรือแบบฝึกหัดให้ผู้เรียนได้ทำระหว่างเรียน และมีคำถามท้ายบทเพื่อทดสอบความเข้าใจในแต่ละบทเรียน

 

TSLTK เป็นสื่อสำเร็จรูปสำหรับสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

 

หากคุณกำลังมองหาสื่อการสอนภาษาไทสำหรับชาวต่างชาติที่พร้อมใช้งานและตอบโจทย์ทุกหัวข้อใน Check List ข้างต้น TSLTK ขอแนะนำสื่อการสอนสำเร็จรูปที่มีคุณภาพสูง ทั้งในส่วนของคำศัพท์ ตัวอย่างประโยคที่สามารถใช้ได้จริง ไวยกรณ์ และแบบฝึกหัดที่ไม่ได้แค่ทดสอบบทเรียนนั้นๆ แต่ยังช่วยทบทวนเนื้อจากบทเรียนก่อนหน้าอีกด้วย สื่อของ TSLTK เหมาะสำหรับสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ เด็กๆ ที่เกิดต่างประเทศ และเด็กๆ ในโรงเรียนนานาชาติโดยเฉพาะ

ด้วยสื่อสำเร็จรูปจาก TSLTK คุณจะได้รับสื่อที่พัฒนาขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญและมากประสบการณ์ ครบทุกฟังก์ชั่นในการสอน และประหยัดเวลาในการเตรียมตัว สามารถนำไปใช้ได้ทันที ไม่ว่าคุณจะสอนในชั้นเรียนปกติหรือสอนออนไลน์

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือขอดูตัวอย่างได้ที่ไลน์ @TSLTK ได้เลยค่ะ

ข้อควรระวังในการใช้ AI กับงานสอนภาษาไทย

ข้อควรระวังในการใช้ AI กับงานสอนภาษาไทย

 

ตอนนี้ใครๆ ก็ตื่นเต้นกับความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ที่ดูเหมือนว่าจะเข้าไปมีบทบาทในการทำงานในหลายๆ อาชีพ ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงการทำงานของคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติอยู่ไม่มากก็น้อย บางคนยังกลัวว่าปัญญาประดิษฐ์จะกลายมาเป็นคู่แข่งแย่งงานสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติไปหรือเปล่า ในขณะที่หลายๆ คนก็เชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์จะสามารถเป็น “หุ้นส่วน” หรือ “ผู้ช่วย”ของคุณครูในกระบวนการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติได้ และเริ่มใช้ปัญญาประดิษฐ์มาช่วยในการออกแบบหลักสูตร และ/หรือกระบวนการเรียนการสอน

ปัญญาประดิษฐ์ในฐานะ “ผู้ช่วย”

เรามาทำความเข้าใจกันก่อนดีกว่านะคะ ว่าเวลาเรากล่าวถึง “ปัญญาประดิษฐ์” มันมีความหมายอย่างไร

นิยามของคำว่า “ปัญญาประดิษฐ์” นี้ ผู้เขียนได้มาจากเว็บไซต์ชื่อ Dynamic Intelligence Asia ซึ่งกล่าวว่า ปัญญาประดิษฐ์ คือ

“โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีฟังก์ชันที่สามารถทำงานได้เหมือนกับมนุษย์ และสามารถเลียนแบบการทำกิจกรรมของมนุษย์ได้ เช่น การเรียนรู้ การวางแผน และการแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นตัวช่วยมนุษย์ในการคิด ซึ่งจะเน้นไปในเรื่องของการประมวลผล และวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ เพราะ AI สามารถทำงานได้รวดเร็วกว่าสมองของมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกัน AI ยังไม่สามารถทำหน้าที่ที่ต้องใช้ประสาทสัมผัสได้”

ปัจจุบันนี้ถ้าเราพูดถึง ChatGPT คนส่วนใหญ่คงจะรู้จักว่าคืออะไร ChatGPT เป็นตัวอย่างหนึ่งของปัญญาประดิษฐ์ซึ่งเป็นที่ฮือฮามาก มีคนลงทะเบียนเข้าใช้ถึง 1 ล้านคนภายในสัปดาห์แรกที่เปิดตัวเมื่อปลายปี 2565 ChatGPT เป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ในรูปแบบ Chatbot (แชตบอท) พัฒนาโดย OpenAI เป็นโมเดลภาษาที่ถูกเขียนขึ้นและพัฒนาให้จดจำข้อความจากอินเทอร์เน็ต เพื่อให้สามารถตอบคำถามและแก้ปัญหาให้กับผู้ใช้งานได้ทุกข้อสงสัย โดยตอบกลับแบบเป็นธรรมชาติคล้ายมนุษย์ เพื่อให้สามารถใช้งานและตอบโจทย์กับทุกคำถามหรือข้อสงสัยได้อย่างครอบคลุม เช่น การให้ข้อมูล สูตรอาหาร แก้โจทย์คณิตศาสตร์ เขียนโค้ด เขียนโปรแกรมเบื้องต้น แต่งเพลง จัดทริป การเล่นมุกตลก ข้อมูลล่าสุดแจ้งว่าปัจจุบันมีผู้ใช้งาน ChatGPT อยู่มากกว่า 100 ล้านคนทั่วโลก

แต่ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้หมายถึงเฉพาะ ChatGPT นะคะ ยังมี AI หรือปัญญาประดิษฐ์อีกมากมายหลายรูปแบบ เช่น หมายความรวมไปถึง Machine Learning ซึ่งคือ การทำให้คอมพิวเตอร์ สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ และพัฒนาการทำงานให้ดีขึ้นได้ด้วยตัวเองจากข้อมูลและสภาพแวดล้อมที่ได้รับจากการเรียนรู้ของระบบ โดยไม่ต้องมีมนุษย์คอยกำกับหรือเขียนโปรแกรมเพิ่มเติม

 

สิ่งที่ควรระวังเมื่อใช้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์มาช่วยในการเรียนการสอนภาษาไทย

คุณครูหลายท่านได้ทดลองใช้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ทั้งใช้ ChatGPT และระบบที่มีแฝงอยู่ในโปรแกรมต่างๆ เพื่อช่วยในการออกแบบบทเรียนบ้าง ทำสไลด์ที่ใช้ในการสอนบ้าง สร้างแบบฝึกหัดให้นักเรียนบ้าง หรือใช้ช่วยในการออกข้อสอบ หรือการประเมินผลการเรียนของผู้เรียน ตลอดจนใช้ในการหาและแนะนำข้อมูลรวมทั้งช่วยในการทำคอนเทนต์บนเพจหรือเว็บไซต์ของคุณครู ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจในวงการอยู่ไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อควรระวังเมื่อคุณครูจะนำ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ไปช่วยในกระบวนการเรียนการสอนและการวัดผลการเรียนของนักเรียนชาวต่างชาติของคุณครูอยู่บ้าง เช่น

  1. ระวังอย่าพึ่งปัญญาประดิษฐ์มากจนเกินไป (Over-reliance on AI) – หากคุณครูมุ่งใช้แต่ปัญญาประดิษฐ์ช่วยในการสอน จะทำให้ผู้เรียนชาวต่างชาติขาดโอกาสที่จะได้สัมผัสประสบการณ์ตรงในแง่ของภาษาและวัฒนธรรมจากคุณครูคนไทยที่เป็นมนุษย์จริงๆ เช่น หากใช้แต่ปัญญาประดิษฐ์ในการให้ผู้เรียนฝึกการออกเสียงหรือการสร้างประโยคตลอดจนบทสนทนาโต้ตอบ อาจทำให้ผู้เรียนใช้ภาษาแบบหุ่นยนต์ซึ่งไม่ใช่ธรรมชาติที่แท้จริงของการใช้หรือพูดภาษาไทย
  2. ปัญญาประดิษฐ์อาจทำให้ขาดบริบทด้านวัฒนธรรม (Limited Cultural Context) – เช่น ปัญญาประดิษฐ์ไม่เข้าใจความสำคัญทางวัฒนธรรม เช่น มรรยาทในการพูดหรือสนทนากับผู้ที่มีอายุมากกว่า ซึ่งหากผู้เรียนชาวต่างชาติไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ ก็อาจนำไปสู่การพูดหรือการปฏิบัติตนที่ไม่เหมาะสมและแสดงการไม่เคารพต่อผู้อาวุโส
  3. ปัญหาในเรื่องการแปลภาษาที่ผิดพลาดหรือไม่สมบูรณ์ (Inaccurate Translations) – ปัญญาประดิษฐ์อาจแปลความหมายของภาษาผิดพลาด เช่น การแปลคำว่า “ไม่เป็นไร” ว่า “no problem” โดยไม่ได้มีคำอธิบายเพิ่มเติมว่าข้อความหรือวลีดังกล่าวนี้ใช้ในบริบทอะไรในสังคมไทยหรือในการสื่อสารกับคนไทย และทำให้ไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงเมื่อได้ยินคนไทยพูดเช่นนั้น

อย่างไรก็ตาม การใช้ปัญญาประดิษฐ์มีส่วนช่วยให้คุณครูทำงาน ออกแบบ เตรียมการสอน ทำแบบฝึกหัด ทำสไลด์ หรือออกข้อสอบประเมินผลการเรียนได้โดยลดเวลาทำงานลงก็จริง กระนั้นผู้เขียนก็ขอเสนอแนะว่าเมื่อใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยแล้ว ก่อนนำไปใช้งานจริงคุณครูควรจะตรวจดูก่อนทุกครั้งเพื่อลดข้อผิดพลาด และช่วยทำให้งานของคุณครูมีคุณภาพยิ่งขึ้นนะคะ

 

TSLTK เป็นหลักสูตรสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติที่พัฒนาโดยทีมงานของ Thai Kids Academy สถาบันสอนภาษาไทยที่จดทะเบียนถูกต้องที่ประเทศออสเตรเลีย

 

ปัจจุบันมีคุณครูที่ใช้หลักสูตร TSLTK อยู่มากกว่า 100 คนทั่วโลก และเรายังมีการอบรมคุณครูมือใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นอาชีพนี้ และ professional development เพื่อพัฒนาทักษะและความรู้ในการสอนให้กับคุณครูที่มีประสบการณ์อีกด้วย

 

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร หนังสือ และคอร์สอบรมของเราได้ที่ไลน์ @tsltk

 

โดย ครูหนูอ้น

TSLTK

 

😎😎😎😎😎

 

อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

แจกฟรี! สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ PDF

สอบถามเพิ่มเติมทางไลน์ @TSLTK ได้เลยนะคะ

 

👩‍🏫 คอร์สอบรมและสื่อของเราเหมาะสำหรับ

✅ ครูที่สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติอยู่แล้ว

✅ ผู้ที่สนใจเริ่มต้นอาชีพครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

 

#อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#เทคนิคการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติPDF

#ฟรีตัวอย่างสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#วิธีสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#คู่มือสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

ไวยากรณ์ไทย 7 เรื่องที่ควรสอนนักเรียนต่างชาติ (2)

ไวยากรณ์ไทย 7 เรื่องที่ควรสอนนักเรียนต่างชาติ (2)

 

ในบทความครั้งที่แล้ว เราได้คุยกันถึงความสำคัญของการสอนไวยากรณ์ให้นักเรียนต่างชาติและเราได้พูดถึงหัวข้อไวยากรณ์ไทยที่ควรสอนไปแล้ว 3 หัวข้อ คุณครูที่ได้อ่านบทความนี้คงจะมีหัวข้อดังกล่าวในบทเรียนที่สอนนักเรียนต่างชาติของท่านไปแล้วใช่ไหมคะ วันนี้เราจะมาคุยเรื่องนี้กันต่อค่ะ

อย่างที่ได้กล่าวไว้ในบทความที่แล้วนะคะ ว่าไวยากรณ์มีความสำคัญสำหรับการเรียนในทุกๆ ภาษาเพราะเปรียบเสมือน “แก่นกลาง”ของระบบการสื่อสารด้วยภาษา เพื่อให้ผู้สื่อสารและผู้รับสารเข้าใจสารที่ต้องการส่งถึงกันด้วยระบบเดียวกัน และนี่คือเหตุผลหลักที่ว่าทำไมเราจึงยังต้องให้ความสนใจกับการเรียนไวยากรณ์อยู่

สำหรับไวยากรณ์ไทยอีก 4 หัวข้อที่คุณครูควรสอนนักเรียนต่างชาติของท่านได้แก่

  1. การใช้ Verb to Be ในภาษาไทย – ไม่ว่าภาษาอะไร คำกริยาหลักที่ต้องมีต้องใช้แน่ๆ ในภาษานั้นคือ verb to be และสำหรับภาษาไทยของเรานั้นมีคำที่ใช้สำหรับคำกริยานี้แตกต่างกันออกไป 3 แบบ ไม่ว่าจะเป็นคำว่า “เป็น, อยู่, คือ” ซึ่งใช้ในลักษณะต่างๆกัน และยังมีพ่วงท้ายอีกแบบหนึ่งคือไม่ใช้ verb to be เลยเมื่อประโยคนั้นมีประธานและภาคแสดงหรือส่วนที่ขยายเป็นคำคุณศัพท์ (adjective) เช่น เขาหล่อ เธอสวย ฉันหิว เป็นต้น
  2. Interrogative Word คำที่ใช้แสดงคำถาม – คำแสดงคำถามนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คุณครูควรต้องสอนนักเรียนต่างชาตินะคะ เพราะเรามีคำที่หลากหลายมาก ทั้งคำแสดงคำถามประเภทที่ต้องการคำตอบใช่-ไม่ใช่ (Yes/No question word) และคำแสดงคำถามประเภท ใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไร ทำไม อย่างไร ไหน กี่ (WH-question word) นอกจากนี้ คุณครูยังต้องสอนอีกด้วยว่าส่วนใหญ่แล้วตำแหน่งที่เราวางคำแสดงคำถามนี้มักจะอยู่ท้ายประโยค ซึ่งผิดกันกับภาษาอังกฤษที่มักจะวางต้นประโยค
  3. คำตอบสำหรับคำถาม Yes/No – ในภาษาอังกฤษการตอบคำถามที่ต้องการคำตอบเป็น “ใช่/ไม่ใช่” มีคำเฉพาะอยู่แล้วคือ yes สำหรับ “ใช่” และ no สำหรับ “ไม่ใช่” แต่ในภาษาไทยเราไม่ตอบเช่นนั้น ขึ้นอยู่กับว่าคำถามลงท้ายด้วยคำอะไร ในภาษาไทย เรามีคำถามที่ลงท้ายว่า ใช่ไหม หรือเปล่า หรือยัง วิธีตอบของเราก็จะแตกต่างกันไป เช่นตอบว่า ใช่-ไม่ใช่ สำหรับคำถามที่ลงท้ายว่า “ใช่ไหม” หรือตอบรับด้วยคำกริยาในประโยคนั้นสำหรับคำถามที่ลงท้ายว่า ไหม มั้ย หรือ เหรอ และตอบปฏิเสธด้วยการใช้คำว่า”ไม่”หน้าคำกริยาในประโยคนั้น
  4. Classifier ลักษณนาม เอกลักษณ์ของภาษาไทย – ลักษณนามเป็นเอกลักษณ์ของภาษาไทยที่เป็นเรื่องปวดใจสำหรับนักเรียนต่างชาติในระดับรองๆลงไปจากเสียงวรรณยุกต์เลยทีเดียว เพราะในภาษาอังกฤษไม่มีการใช้คำแบบนี้กับคำนามทุกคำแบบภาษาไทย จะมีก็แต่กับการนับจำนวนสำหรับคำนามที่นับไม่ได้ (uncountable noun) ที่ต้องนับด้วยการชั่ง-ตวง-วัดด้วยหน่วยวัดต่างๆ เช่น แก้ว กิโลกรัม ไมล์ สำหรับการนับจำนวนทั่วๆ ไปนั้น ในภาษาอังกฤษจะเริ่มด้วยตัวเลข + คำนามที่เป็นพหูพจน์ (plural) ถ้ามากกว่า 1 เช่น three dogs แต่ในภาษาไทยเราเริ่มด้วยคำนาม + ตัวเลข + ลักษณนาม จึงใช้ว่า หมาสามตัว คำลักษณนามเหล่านี้ไม่เพียงใช้เพื่อบอกจำนวนนับเท่านั้น แต่ยังมีที่ใช้อย่างอื่นอีกด้วย เช่น เมื่อต้องการใช้กับคุณศัพท์ชี้เฉพาะ (demonstrative adjective) เช่น นี้ นั้น – รถคันนี้ ผู้ชายคนนั้น – หรือใช้กับคุณศัพท์ที่ใช้แยกย่อยคำนาม (distributive adjective) เช่น ทุก แต่ละ – มนุษย์ทุกคน กางเกงขายาวแต่ละตัว เป็นต้น ผู้เขียนเองเมื่อถึงคราวที่ต้องสอนเรื่องนี้ให้นักเรียนก็มักจะปลอบใจนักเรียนว่า ถึงจะเป็นครูก็ไม่ได้แปลว่าจะจำได้ทุกคำหรอกนะ คนไทยใช้คำเหล่านี้ในชีวิตประจำวันมาตลอด เราก็เลยใช้เป็นธรรมชาติ แต่เราก็มักจะจำคำที่เราพบบ่อยๆ ได้ ถ้าคำไหนไม่ค่อยได้ใช้บ่อยนักก็ต้องไปเปิดหาเอาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็หมั่นใช้ภาษาไทยบ่อยๆ ก็จะใช้คล่องไปเอง

อย่างไรก็ตาม การสอนไวยากรณ์ให้กับนักเรียนต่างชาตินี้มักจะไม่ได้แยกออกมาสอนเฉพาะ แต่จะสอนควบคู่กันไปกับการสอนฟัง-พูด หรือสอนอ่าน-เขียน แล้วแต่ว่าจะเน้นทักษะใด เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจและสามารถนำไปใช้ได้ถูกต้องนั่นเองค่ะ

 

สำหรับคุณครูที่เริ่มสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติที่ได้อ่านบทความนี้แล้ว และรู้สึกว่าอยากจะหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเปิดโลกทัศน์ของการสอน ตลอดจนเพิ่มพูนทั้งความรู้และทักษะให้แก่ตนเอง เพื่อเพิ่มประสบการณ์การสอนของตนเองให้มากขึ้น ผู้เขียนขอแนะนำให้ท่านลองติดต่อ TSLTK ดูนะคะ เพราะทางสถาบัน TSLTK มีบริการทั้งคอร์สสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คอร์สอบรมคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นครูสอนภาษาไทยออนไลน์หรือออฟไลน์ และยังมีบริการในเรื่องสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติชนิดต่างๆ ทั้งบทเรียนและแบบฝึกหัด ที่ออกแบบมาและพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลจริงกับผู้เรียนต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยมีการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาสื่อการสอนเหล่านี้มานานนับสิบๆ ปีทีเดียว และในขณะนี้ก็กำลังผลิตสื่อการสอนสำหรับผู้ใหญ่โดยเฉพาะที่ได้เริ่มวางแผงแล้ว ทางสถาบันฯ พร้อมให้คำแนะนำและบริการคุณครูเสมอค่ะ

 

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร หนังสือ และคอร์สอบรมของเราได้ที่ไลน์ @tsltk

 

โดย ครูหนูอ้น

 

 

ไวยากรณ์ไทย 7 เรื่องที่ควรสอนนักเรียนต่างชาติ (1)

ไวยากรณ์ไทย 7 เรื่องที่ควรสอนนักเรียนต่างชาติ (1)

หลังจากที่ตกลงใจได้แล้วว่าอยากจะสอนการฟังการพูด หรือสอนการเขียนการอ่านภาษาไทยให้ผู้เรียนชาวต่างชาติ ผู้เขียนยังเคยได้ยินคุณครูสอนภาษาไทยมีข้อสงสัยและสอบถามกันอยู่เรื่อยๆ ว่า จะต้องสอนเรื่องอะไรกันบ้างนะ วันนี้เรามาคุยเรื่องนี้กันนะคะ

พอพูดถึงคำว่า “ไวยากรณ์” หลายคนคงเกิดอาการเบื่อขึ้นมาทันที คำนี้ดูจะเป็นยาขมสำหรับผู้เรียนภาษาทุกๆ ภาษา แต่จะไม่เรียนก็คงไม่ได้นะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าจะต้องการพูดหรืออ่านเขียนภาษานั้นๆ ได้อย่างถูกต้อง เราจะยิ่งละเลยไวยากรณ์กันไม่ได้เลยทีเดียว

ไวยากรณ์คืออะไร

ความหมายของ “ไวยากรณ์” ตามคำจำกัดความของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พศ.2554 คือ “การจำแนกแจกแจง การอธิบาย  และระเบียบการเปลี่ยนแปลงรูปคำเพื่อบอกเพศ พจน์ กาล มาลา วาจก ของคำซึ่งต้องสัมพันธ์กันในประโยค” ซึ่งในทางภาษาศาสตร์มีการแบ่งระเบียบของคำด้วยวิธีที่ต่างๆ กันไป เช่น บางทฤษฎีแบ่งไวยากรณ์ออกเป็น 4 ระบบใหญ่ ๆ คือ ระบบเสียง ระบบคำ ระบบวากยสัมพันธ์ และระบบความหมายของภาษา บางทฤษฎีไม่นับระบบเสียงรวมอยู่ในไวยากรณ์ เป็นต้น

 

ไวยากรณ์ที่คุณครูภาษาไทยควรสอนนักเรียนต่างชาติ

 

ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนคนไทยหรือคนต่างชาติ จุดมุ่งหมายในการเรียนภาษาคือเพื่อที่พวกเขาจะสามารถใช้ภาษาได้ถูกต้อง สามารถสื่อสารความหมายที่ต้องการได้เป็นที่เข้าใจที่ถูกต้องตรงกันระหว่างพวกเขาและบุคคลอื่นๆ ข้อหนึ่งที่เราปฏิเสธได้ยากคือการเรียนไวยากรณ์ เพราะไวยากรณ์เป็น “แก่น”ของภาษา เป็นสิ่งที่ผู้เรียนทุกๆ ภาษาจะต้องพบและต้องทำความเข้าใจให้ได้ เพื่อจะได้ใช้ภาษานั้นๆ ได้ถูกต้อง เป็นที่เข้าใจตรงกันระหว่างผู้เรียนที่ต้องการสื่อสาร (ไม่ว่าจะด้วยช่องทางใด) กับผู้รับสาร

 

ก่อนจะเล่าสู่กันฟังต่อไป ผู้เขียนขอขอบพระคุณคุณครูเอ๋ยที่ได้โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ในเพจของคุณครู และกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผู้เขียนนำหัวข้อนี้มาคุยกันวันนี้ค่ะ

 

เรามาลองดูไวยากรณ์ไทยที่คุณครูสอนภาษาไทยควรจะสอนให้นักเรียนชาวต่างชาติของคุณครูกันนะคะ

  1. ประเภทและหน้าที่ของคำ (Part of speech) – เรามักจะเรียกส่วนนี้ด้วยการทับศัพท์ภาษาอังกฤษ แต่จริงๆ แล้วก็คือ “ประเภท”และ “หน้าที่”ของคำชนิดต่างๆ ในภาษานั่นเอง ได้แก่คำนาม คำสรรพนาม คำกริยา คำคุณศัพท์ คำวิเศษณ์ คำบุรพบท คำสันธาน และคำอุทาน บางครั้งผู้เขียนก็พบว่ามีการเรียกคำบางชนิดตามหน้าที่ของคำนั้นๆ ในประโยคไปเลย โดยมากมักใช้เรียกคำ(หรือกลุ่มคำ)นั้นเวลาที่อธิบายให้นักเรียนต่างชาติของเราฟังเป็นภาษาอังกฤษ เช่น modifier หรือ tense indicator เป็นต้น ซึ่งในแง่นี้ก็นับว่าสะดวกดีสำหรับการจดจำของผู้เรียน จะได้เอาไปใช้ได้ถูกต้อง
  2. วากยสัมพันธ์ (Syntax) – ได้แก่โครงสร้างทางไวยากรณ์และโครงสร้างประโยค หรือความสัมพันธ์ของคำต่างๆ ในประโยค คำอธิบายแบบสั้นที่สุดในภาษาอังกฤษคือ word order หรือการลำดับคำ อะไรมาก่อนมาหลัง เพื่อให้เกิดความหมายที่ถูกต้องตรงกับที่ต้องการจะสื่อ
  3. โครงสร้างประโยคพื้นฐานของไทยแบบไหน นำไปใช้อย่างไร – ตัวอย่างเช่นในภาษาอังกฤษ จะมีการเรียงประโยคโดยเริ่มต้นด้วยภาคประธาน(Subject ผู้กระทำกริยานั้น) และภาคแสดง (Verb กริยาที่กระทำ) ซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีกรรม(Object)มารับกริยานั้นก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่ากริยานั้นต้องการกรรมหรือไม่ (Transitive or Instansitive Verb) หรือต้องการแค่ส่วนประกอบที่เติมให้ความหมายครบถ้วน (Complement) ซึ่งในส่วนหลักๆ นี้ก็จะเหมือนกันกับของภาษาไทย

ยังมีอีก 4 หัวข้อนะคะ แต่ในบทความวันนี้ผู้เขียนขอหยุดไว้แค่นี้ก่อน เพื่อไม่ให้บทความยาวเกินไป เราจะมาคุยเรื่องนี้กันต่อในบทความครั้งหน้านะคะ

 

สำหรับคุณครูที่เริ่มสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติที่ได้อ่านบทความนี้แล้ว และรู้สึกว่าอยากจะหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเปิดโลกทัศน์ของการสอน ตลอดจนเพิ่มพูนทั้งความรู้และทักษะให้แก่ตนเอง เพื่อเพิ่มประสบการณ์การสอนของตนเองให้มากขึ้น ผู้เขียนขอแนะนำให้ท่านลองติดต่อ TSLTK ดูนะคะ เพราะทางสถาบัน TSLTK มีบริการทั้งคอร์สสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คอร์สอบรมคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นครูสอนภาษาไทยออนไลน์หรือออฟไลน์ และยังมีบริการในเรื่องสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติชนิดต่างๆ ทั้งบทเรียนและแบบฝึกหัด ที่ออกแบบมาและพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลจริงกับผู้เรียนต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยมีการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาสื่อการสอนเหล่านี้มานานนับสิบๆ ปีทีเดียว และในขณะนี้ก็กำลังผลิตสื่อการสอนสำหรับผู้ใหญ่โดยเฉพาะที่ใกล้จะวางแผงเร็วๆนี้แล้ว ทางสถาบันฯ พร้อมให้คำแนะนำและบริการคุณครูเสมอค่ะ

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร หนังสือ และคอร์สอบรมของเราได้ที่ไลน์ @tsltk

โดย ครูหนูอ้น

 

😎😎😎😎😎

 

อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

แจกฟรี! สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ PDF

สอบถามเพิ่มเติมทางไลน์ @TSLTK ได้เลยนะคะ

 

👩‍🏫 คอร์สอบรมและสื่อของเราเหมาะสำหรับ

✅ ครูที่สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติอยู่แล้ว

✅ ผู้ที่สนใจเริ่มต้นอาชีพครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

 

#อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#เทคนิคการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติPDF

#ฟรีตัวอย่างสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#วิธีสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#คู่มือสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

สอนภาษาไทยกับวัฒนธรรมไทยให้นักเรียนต่างชาติ

สอนภาษาไทยกับวัฒนธรรมไทยให้นักเรียนต่างชาติ

คุณครูที่สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติทราบไหมคะว่าท่านกำลังนำเสนอวัฒนธรรมไทยให้พวกเขาด้วย? บางท่านอาจจะงงกับคำกล่าวนี้ วันนี้เราจะมาดูกันค่ะ ว่าคุณครูสอนภาษาไทยนำเสนอหรือสอนวัฒนธรรมไทยไปด้วยตอนไหน อย่างไร

 

วัฒนธรรมคืออะไร

 

ถ้าจะดูจากคำจำกัดความของคำว่า “วัฒนธรรม” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ได้ให้ความหมายของคำนี้ว่า “น. สิ่งที่ทำความเจริญงอกงามให้แก่หมู่คณะ เช่น วัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมในการแต่งกาย, วิถีชีวิตของหมู่คณะ เช่น วัฒนธรรมพื้นบ้าน วัฒนธรรมชาวเขา” ในขณะที่มีประเด็นการกล่าวถึงความหมายของวัฒนธรรมอยู่มากมายตั้งแต่อดีต หากแต่ผู้เขียนขออนุญาตยกข้อสรุปจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ที่กล่าวว่า

 

“วัฒนธรรม หมายถึง วิถีการดำเนินชีวิต (The Way of Life) ของคนในสังคม นับตั้งแต่วิธีกิน วิธีอยู่ วิธีแต่งกาย วิธีทำงาน วิธีพักผ่อน วิธีแสดงอารมณ์ วิธีสื่อความ วิธีจราจรและขนส่ง วิธีอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ วิธีแสดงความสุขทางใจ และหลักเกณฑ์การดำเนินชีวิต (….)”

 

เมื่อเราพูดถึงวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ เราคงพอจะนึกถึงตัวอย่างต่างๆ ต่อไปนี้ได้ เช่น

  1. ภาษาไทยคือ ภาษาพูดที่ใช้สื่อสารกันได้อย่างเข้าใจ ถึงแม้จะมีสำเนียงที่แตกต่างกันไปบ้างในแต่ละพื้นที่ รวมถึงการใช้ศัพท์กับบุคคลในระดับต่าง ๆ และอักษรไทยที่ใช้ในภาษาเขียนโดยทั่วไป
  2. การแต่งกายปัจจุบันการแต่งกายของคนไทยในชีวิตประจำวันเป็นสากลมากขึ้น แต่ก็ยังคงเครื่องแต่งกายของไทยไว้ในโอกาสสำคัญต่าง ๆ เช่น ในงานพระราชพิธี งานที่เป็นพิธีการ หรือในโอกาสพบปะ สังสรรค์ระหว่างผู้นำ พิธีแต่งงาน งานเทศกาลและงานประเพณีที่จัดขึ้น หรือในกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องการแสดงให้เห็นถึงความเป็นไทยอย่างชัดเจน
  3. การแสดงความเคารพด้วยการไหว้และกราบซึ่งแบ่งแยกออกได้อย่างชัดเจน เช่น กราบพระพุทธรูป กราบพระสงฆ์ กราบไหว้บุคคลในฐานะ หรือวัยต่าง ๆ ตลอดจนการวางตนด้วยความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน การแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ ความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมไปถึงความเกรงใจ ซึ่งยังคงเป็นลักษณะพิเศษของคนไทยจำนวนมาก
  4. สถาปัตยกรรมซึ่งเราสามารถเห็นได้จากชิ้นงานที่ปรากฏในศาสนสถาน โบสถ์วิหาร ปราสาทราชวัง ตลอดจนอาคารและบ้านทรงไทย
  5. ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีประเทศไทยมีการติดต่อกับหลายเชื้อชาติ ทำให้มีการรับวัฒนธรรมของชาติต่างๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม และปฏิบัติสืบต่อกันมาจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของไทย
  6. ดนตรีไทย กีฬาไทย และการละเล่นพื้นเมืองต่างๆ

 

ซึ่งเราก็คงจะเห็นแล้วว่า ภาษาไทยเป็นวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยที่ยังคงใช้กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน พวกเราในฐานะคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นการสอนที่เน้นการฟังและการพูด หรือการอ่านและการเขียนก็ตาม คุณครูก็ล้วนต้องรวมการสอนคำศัพท์และการใช้คำศัพท์ในหลายแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของไทย เช่น

  1. ภาษาไทยใช้คำลงท้ายประโยคที่เรียกว่า “particles” เพื่อสื่อความหมายต่างๆ – เช่น การใช้คำลงท้ายประโยคบอกเล่าเพื่อแสดงความสุภาพของผู้พูด เช่น “ครับ ค่ะ” หรือใช้คำว่า “ไหม”เป็นการแสดงคำถามเพื่อการตอบรับหรือปฏิเสธ หรือใช้คำว่า “นะ” ในประโยคเพื่อทำให้ประโยคสละสลวยขึ้นไม่ห้วนเกินไป หรืออาจจะเพื่อขอร้องหรือประนีประนอม เป็นต้น แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมของคนไทยที่ใส่ใจกับผู้อื่น หรือพยายามที่จะไม่ให้เกิดเรื่องวิวาทหรือเข้าใจผิด
  2. ภาษาไทยมีระดับของภาษา ที่สื่อถึงการใช้ภาษากับบุคคลระดับต่างๆ ในสังคมและในบริบทต่างๆ เช่น คำราชาศัพท์ ภาษาราชการที่มีความเป็นทางการ ภาษากึ่งทางการ เช่นภาษาที่ใช้ในการเขียนข่าวและ/หรือบทความ ภาษาแสดงความเป็นกันเอง หรือภาษาปาก คือภาษาที่ใช่ในหมู่คนใกล้ชิดและเพื่อน เมื่อจะใช้สื่อความหมายให้ถูกต้องเหมาะสมจึงจำเป็นต้องใช้ภาษาไทยให้ถูกกลุ่มถูกระดับ
  3. ภาษาไทยกับการใช้คำเรียก สำหรับการติดต่อราชการ ติดต่อธุรกิจหรือการพูดกับคนที่เพิ่งรู้จัก คนไทยจะใช้คำว่า “คุณ”เป็นสรรพนาม แต่ในอีกแง่หนึ่ง การสนทนาในบริบทที่ไม่ต้องเป็นทางการหรือสามารถเป็นกันเองได้ คนไทยส่วนใหญ่นิยมเรียกผู้ที่ตนสนทนาด้วยว่า “พี่” หากเขา/เธอดูจะมีอายุมากกว่าตน หรือเรียกว่า “น้อง” หากเขา/เธอดูจะมีอายุน้อยกว่าตน หรือเรียก “ลุง” “ป้า” หากคิดว่าเขาอายุมากกว่าตนมาก เป็นต้น แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมของคนไทยที่ยังให้ความสำคัญกับวัยวุฒิหรืออาวุโส
  4. การใช้คำแทนตัวหรือใช้ชื่อเล่นแทนสรรพนาม – คนไทยส่วนใหญ่มีชื่อตัว (given name) ซึ่งส่วนมากเป็นคำที่มาจากภาษาอื่นเช่นภาษาสันสกฤต และในหลายๆ โอกาสก็ยากแก่การออกเสียง คนไทยส่วนใหญ่จึงนิยมมีชื่อเล่น (nick name) ซึ่งมักจะเป็นชื่อไทยๆ หรือคำไทย มีความหมายบ้างไม่มีบ้าง อาจจะเป็นชื่อสัตว์ต่างๆ แสดงถึงความน่ารักน่าเอ็นดู หรือบางทีก็เพราะอยากให้เป็นมงคลแก่ตัว มีความก้าวหน้า เป็นใหญ่เป็นโตในหน้าที่การงาน ฯลฯ การตั้งชื่อเล่นก็เพื่อให้ง่ายต่อการออกเสียงเรียก และคนไทยส่วนมากก็นิยมที่จะเรียนชื่อเล่นของตนเองแทนสรรพนามบุรุษที่หนึ่งในเวลาที่พูดกับคนอื่น เพราะในภาษาไทยไม่มีคำว่า “I” เพื่อใช้พูดกับผู้อื่นที่ตนสนิทสนมด้วย

 

คงจะเห็นแล้วนะคะว่า การสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาตินั้น คุณครูไม่สามารถหลีกเลี่ยงการแนะนำวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมไทยของเราให้แก่ผู้เรียนในขณะที่สอนภาษาไทยได้เลย ผู้เขียนหวังว่าคุณครูภาษาไทยทุกท่านคงจะตระหนักในข้อนี้ และช่วยกันส่งต่อประสบการณ์และความรู้สึกดีๆ เกี่ยวกับประเทศไทยและวัฒนธรรมไทยให้กับนักเรียนของคุณครูไปพร้อมๆ กันด้วยนะคะ

 

 

สำหรับคุณครูที่เริ่มสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติที่ได้อ่านบทความนี้แล้ว และรู้สึกว่าอยากจะหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเปิดโลกทัศน์ของการสอน ตลอดจนเพิ่มพูนทั้งความรู้และทักษะให้แก่ตนเอง เพื่อเพิ่มประสบการณ์การสอนของตนเองให้มากขึ้น ผู้เขียนขอแนะนำให้ท่านลองติดต่อ TSLTK ดูนะคะ เพราะทางสถาบัน TSLTK มีบริการทั้งคอร์สสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คอร์สอบรมคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นครูสอนภาษาไทยออนไลน์หรือออฟไลน์ และยังมีบริการในเรื่องสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติชนิดต่างๆ ทั้งบทเรียนและแบบฝึกหัด ที่ออกแบบมาและพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลจริงกับผู้เรียนต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยมีการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาสื่อการสอนเหล่านี้มานานนับสิบๆ ปีทีเดียว และในขณะนี้ก็กำลังผลิตสื่อการสอนสำหรับผู้ใหญ่โดยเฉพาะที่ใกล้จะวางแผงเร็วๆนี้แล้ว ทางสถาบันฯ พร้อมให้คำแนะนำและบริการคุณครูเสมอค่ะ

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร หนังสือ และคอร์สอบรมของเราได้ที่ไลน์ @tsltk

โดย ครูหนูอ้น

 

😎😎😎😎😎

 

อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

แจกฟรี! สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ PDF

สอบถามเพิ่มเติมทางไลน์ @TSLTK ได้เลยนะคะ

 

👩‍🏫 คอร์สอบรมและสื่อของเราเหมาะสำหรับ

✅ ครูที่สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติอยู่แล้ว

✅ ผู้ที่สนใจเริ่มต้นอาชีพครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

 

#อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#เทคนิคการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติPDF

#ฟรีตัวอย่างสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#วิธีสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#คู่มือสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

จะให้การบ้านภาษาไทยนักเรียนต่างชาติอะไรดี

จะให้การบ้านภาษาไทยนักเรียนต่างชาติอะไรดี

ในบทความครั้งล่าสุด ผู้เขียนได้กล่าวถึงความสำคัญของ”การบ้าน”สำหรับนักเรียนชาวต่างชาติที่เรียนภาษาไทย ในวันนี้เราจะมาดูกันค่ะว่า เราจะสามารถให้การบ้านดังกล่าวในลักษณะใดได้บ้าง

 

เนื่องจากนักเรียนชาวต่างชาติของเรานั้นอาจจะแบ่งกว้างๆ จากกลุ่มอายุ เช่นกลุ่มนักเรียนที่เป็นเด็ก ซึ่งก็มีทั้งเด็กเล็กและเด็กโต ที่แน่นอนละว่าความสนใจของทั้งสองกลุ่มนี้น่าจะแตกต่างกัน กับกลุ่มผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่วัยทำงาน(และอาจจะมีเกินกว่าวัยทำงานแล้วด้วยซ้ำ) ในวันนี้ผู้เขียนขออนุญาตที่จะกล่าวถึงเฉพาะกลุ่มหลัง โดยเฉพาะกับกลุ่มที่เรียนการฟังและการพูดในระดับเริ่มต้นก่อนนะคะ

 

สำหรับผู้เรียนที่เน้นเรียนการฟังและการพูดในภาษาไทย ในระหว่างชั่วโมงเรียนที่เรียนกับคุณครู ไม่ว่าจะเป็นการเรียนออนไลน์หรือการเรียนแบบตัวต่อตัวในห้องเรียน คุณครูจะใช้โอกาสนั้นไปเพื่อทบทวนสิ่งที่เรียนไปแล้วและสอนคำศัพท์ใหม่ๆเพิ่มขึ้น สอนวิธีการใช้คำศัพท์เหล่านั้นที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน ควบคู่ไปกับการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ออกเสียงและเห็นวิธีการใช้คำศัพท์ในสถานการณ์จริงในรูปแบบต่างๆ ของการสนทนา ซึ่งในช่วงที่เป็นชั่วโมงเรียนนักเรียนสามารถสนทนาโต้ตอบกับคุณครูได้โดยตรง แต่เมื่อนักเรียนต้องไปทบทวนนอกชั้นเรียน สิ่งที่คุณครูควรจะพิจารณาเมื่อจะมอบหมายการบ้านให้นักเรียนนั้นน่าจะเป็น 2 เรื่องหลักนี้ คือ

 

  • คำศัพท์ ความหมาย และการนำไปใช้ – ในการเรียนสนทนาภาษาไทยนั้น แม้ว่าจะไม่เน้นที่การอ่านและการเขียน แต่สิ่งที่นักเรียนต้องรู้และเข้าใจคือคำศัพท์ไทย ทั้งความหมายและการใช้ ดังนั้น การบ้านที่คุณครูควรจะให้กับนักเรียนจึงควรจะตอบโจทย์ที่ว่านักเรียนสามารถเข้าใจคำศัพท์ และสามารถใช้คำศัพท์นั้นอย่างถูกต้องในการ “ใช้ภาษา”เพื่อการสนทนาโต้ตอบกับคนไทยหรือผู้ที่ใช้ภาษาไทยคนอื่นๆ

 

  • ให้การบ้านในเรื่องที่เรียนไปแล้ว – สิ่งหนึ่งที่คุณครูควรจะพิจารณาในการจัดทำ – หรือจัดหา สำหรับคุณครูที่อาจจะไม่มีเวลาจัดทำเอง – การบ้านให้นักเรียนของคุณครูนั้น คือ การบ้านควรจะต้องมีเนื้อหาสอดคล้องกับสิ่งที่ได้สอนนักเรียนไปแล้ว เพราะหากนักเรียนเห็นโจทย์แล้วไม่เข้าใจในทันทีก็ยังพอจะเดาได้ว่าต้องไปหาจากบทไหน

 

สำหรับรูปแบบของการบ้านที่คุณครูสามารถเตรียมทำหรือจัดหาให้นักเรียนของคุณครูนั้น ก็มีได้ในหลายรูปแบบนะคะ เช่น

  1. เติมคำในช่องว่าง – ให้โจทย์เป็นกลุ่มคำหรือประโยคที่มีช่องว่างที่คุณครูต้องการฝึกหรือทบทวนนักเรียนในการใช้ และมีคำต่างๆ ให้นักเรียนเลือกเติมให้ถูกต้อง ในโจทย์ลักษณะนี้นักเรียนต้องเข้าใจคำศัพท์ทั้งหมดเพื่อที่จะเลือกเติมได้ถูกต้องตามหน้าที่ของคำนั้นๆ ในประโยคหรือกลุ่มคำดังกล่าว
  2. แต่งประโยคจากคำหรือภาพที่ให้ – ในโจทย์แบบนี้คุณครูจะให้คำที่ต้องการประเมินว่านักเรียนเข้าใจและสามารถใช้ในประโยคให้สามารถสื่อความหมายได้อย่างไร เป็นการทบทวนทั้งในแง่ของคำศัพท์และการใช้ภาษา
  3. ทบทวนคำศัพท์ – โจทย์ลักษณะนี้สามารถทำได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการจับคู่คำกับความหมายที่ถูกต้อง (matching) เลือกคำตอบที่ถูกต้องจากคำที่ให้ (multiple choices) ซึ่งสามารถประเมินคำศัพท์นั้นๆ เป็นคำๆ หรือเมื่อนำคำศัพท์นั้นไปใช้ในประโยคแล้ว
  4. เรียงลำดับคำให้ถูกต้อง – ในโจทย์ลักษณะเช่นนี้จะประเมินว่านักเรียนเข้าใจวิธีการใช้คำศัพท์นั้นๆ ในประโยคโดยเรียงลำดับของคำได้มีความหมายที่ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งเป็นการทบทวนทั้งในแง่ของการใช้ภาษาและความหมายของคำศัพท์เหล่านั้น

 

ในปัจจุบัน รูปแบบของการบ้านไม่ได้มีเพียงการเขียนในกระดาษหรือพิมพ์เป็นเอกสารเท่านั้น แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการศึกษาที่มีพัฒนาการที่ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้รูปแบบของการบ้านมีความน่าสนใจมากขึ้นในแง่ของการ “นำเสนอ”แบบมีปฏิสัมพันธ์โดยตรง (interactive) หรือแบบออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเกมส์ การทำการบ้านและการตรวจผลออนไลน์ ตลอดจนการให้การบ้านนักเรียนไปแต่งประโยคหรือข้อความสั้นๆ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียนไปและอัดเป็นไฟล์เสียง หรืออัดเป็นคลิปวีดิโอส่งคุณครู ซึ่งก็อยู่ที่คุณครูแต่ละท่านจะถนัดใช้ความคิดสร้างสรรค์ของตนเองเพียงใดค่ะ

 

สำหรับคุณครูที่เริ่มสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติที่ได้อ่านบทความนี้แล้ว และรู้สึกว่าอยากจะหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเปิดโลกทัศน์ของการสอน ตลอดจนเพิ่มพูนทั้งความรู้และทักษะให้แก่ตนเอง เพื่อเพิ่มประสบการณ์การสอนของตนเองให้มากขึ้น ผู้เขียนขอแนะนำให้ท่านลองติดต่อ TSLTK ดูนะคะ เพราะทางสถาบัน TSLTK มีบริการทั้งคอร์สสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คอร์สอบรมคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นครูสอนภาษาไทยออนไลน์หรือออฟไลน์ และยังมีบริการในเรื่องสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติชนิดต่างๆ ทั้งบทเรียนและแบบฝึกหัด ที่ออกแบบมาและพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลจริงกับผู้เรียนต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยมีการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาสื่อการสอนเหล่านี้มานานนับสิบๆ ปีทีเดียว และในขณะนี้ก็กำลังผลิตสื่อการสอนสำหรับผู้ใหญ่โดยเฉพาะที่ใกล้จะวางแผงเร็วๆนี้แล้ว ทางสถาบันฯ พร้อมให้คำแนะนำและบริการคุณครูเสมอค่ะ

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร หนังสือ และคอร์สอบรมของเราได้ที่ไลน์ @TSLTK

โดย ครูหนูอ้น

 

😎😎😎😎😎

 

อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

แจกฟรี! สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ PDF

สอบถามเพิ่มเติมทางไลน์ @TSLTK ได้เลยนะคะ

 

👩‍🏫 คอร์สอบรมและสื่อของเราเหมาะสำหรับ

✅ ครูที่สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติอยู่แล้ว

✅ ผู้ที่สนใจเริ่มต้นอาชีพครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

 

#อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#เทคนิคการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติPDF

#ฟรีตัวอย่างสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#วิธีสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#คู่มือสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

การบ้านภาษาไทยจำเป็นสำหรับชาวต่างชาติไหม

การบ้านภาษาไทยจำเป็นสำหรับชาวต่างชาติไหม

คุณครูรู้สึกยังไงคะ เวลาได้ยินคำว่า “การบ้าน”

ผู้เขียนเองเวลานึกถึงคำนี้ สมัยที่เรายังเป็นเด็ก เป็นนักเรียนที่คุณครูให้การบ้านมาทำ คำว่า “การบ้าน” จะมาพร้อมกับความรู้สึกที่ว่า เวลาเล่น เวลาดูทีวี เวลาพักผ่อนหย่อนใจ รวมทั้งเวลานอนจะลดลง (ถ้าการบ้านเยอะมากๆ) ผู้เขียนเชื่อว่าน่าจะมีไม่กี่คนนักหรอกนะคะที่ชอบทำการบ้านและอยากได้การบ้านเยอะๆ

การบ้านคืออะไร

คำจำกัดความของ “การบ้าน”ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 กล่าวว่า การบ้าน หมายถึง “งานที่ครูกำหนดให้นักเรียนไปทำที่บ้าน” แต่อันที่จริง นักเรียนจะทำที่อื่นก็ได้เหมือนกันนะคะ แล้วแต่ว่านักเรียนมีเวลาที่จะทำตอนไหน บางคนก็ทำที่โรงเรียนก่อนกลับบ้านระหว่างที่รอผู้ปกครองมารับ บางคนก็ไปทำกับครูสอนพิเศษ เผื่อไม่เข้าใจก็จะได้มีที่ปรึกษา

ว่าแต่ว่า ทำไมถึงต้องมีการบ้านด้วยล่ะ

ปกติแล้วนักเรียนในวัยเรียนส่วนใหญ่จะมีเรียนวันละ 7 วิชา และเรียนแบบนี้ในช่วงวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ในขณะที่ผู้ใหญ่วัยทำงาน(หรือจะวัยไหนก็ตามแต่)อาจจะสนใจและเลือกเรียนบางอย่างอาทิตย์ละไม่กี่ชั่วโมง เช่น เรียนภาษาเกาหลีเพราะติดซีรี่ส์เกาหลี อยากไปเที่ยวเกาหลี่ดินแดนของโอปป้าที่รัก อยากจะพูดเกาหลีได้แม้จะเป็นระดับเบื้องต้น ก็อาจจะเรียนครั้งละ 1 ชั่วโมง 2-3 ครั้งในแต่ละอาทิตย์ หรือสนใจการวาดรูปสีน้ำ ก็ไปลงเรียนวาดรูปสีน้ำกับอาจารย์อาทิตย์ละ 3 ชั่วโมง เป็นต้น

แต่การเรียนเพียงในห้องเรียนกับคุณครูหรืออาจารย์ ไม่ว่าจะออฟไลน์หรือออนไลน์ อาทิตย์ละไม่กี่ชั่วโมง ก็ไม่ได้แปลว่าผู้เรียนจะเก่งขึ้นมาได้ทันอกทันใจเหมือนที่คิดไว้ จะเรียนอะไรก็ตาม การที่จะเก่งขึ้น คล่องขึ้น จนสามารถเปลี่ยนจาก “ความรู้” เป็น “ทักษะ”ได้นั้น ต้องอาศัยการฝึกฝน ยิ่งมีโอกาสฝึกมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเก่งขึ้น คุ้มค่า”เงิน” และคุ้มกับ”เวลา”ที่เราลงทุนไปนั่นเอง

การบ้าน – กับการเรียนภาษาต่างประเทศ

มีคำกล่าวภาษาอังกฤษว่า “Practice makes perfect” ที่จะมีความหมายทำนองว่า “ยิ่งฝึกฝนมากขึ้น ก็จะยิ่งเก่งขึ้น” ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเหมาะกับการเรียนรู้สิ่งที่สนใจมากเลยละค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนภาษาที่สอง(หรือสาม หรือสี่ หรือห้า) ผู้เขียนได้เคยกล่าวถึงในบทความที่เขียนครั้งล่าสุดว่า ภาษาไทยได้รับการจัดอันดับใน Category 3 คือเป็นภาษาที่”ค่อนข้างยากที่จะเรียนให้ใช้งานได้ดี” – คำว่า “ใช้งานได้ดี” หมายถึงใช้งานได้ในการทำงานและการใช้ชีวิตในประเทศไทยและ/หรือท่ามกลางคนไทยที่ใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร และผู้เรียนที่เรียนภาษาในกลุ่มนี้เป็นภาษาต่างประเทศมักจะใช้เวลาประมาณ 1,100 ชั่วโมงในการฝึกฝนจนใช้งานได้ดี

ดังนั้น ลองคิดดูนะคะว่า นักเรียนชาวต่างชาติของเราจะต้องเรียนและฝึกฝนอาทิตย์ละกี่ชั่วโมงถึงจะ”เก่ง”ในระดับใช้งานได้ ซึ่งการเรียนอาทิตย์ละไม่กี่ชั่วโมงกับคุณครูย่อมไม่สามารถทำได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี”การฝึกฝน”เพิ่มเติมนอกเหนือจากการใช้เวลากับคุณครูในชั้นเรียนจริง

พอมาถึงตอนนี้ เราก็คงพอจะเข้าใจแล้วว่า “การบ้าน” เป็นตัวช่วยให้นักเรียนของเรามีโอกาสได้ฝึกฝนเพื่อที่จะเก่งขึ้นมาได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ปริมาณของการบ้านเพื่อการฝึกฝนภาษาไทยนอกเหนือจากการเรียนและฝึกฝนในชั้นเรียนกับคุณครูนั้นก็ขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัยนะคะ เช่น

  • มีโอกาสฝึกในห้องเรียนมากพอไหม – ปกติแล้วในห้องเรียน คุณครูมักจะสอนเนื้อหา และเมื่อจบหัวข้อย่อยๆ แล้วก็มักจะมีการฝึกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกใช้คำ เพื่อตอบคำถาม หรือแต่งประโยค หรือแปลจากภาษาอังกฤษหรือภาษาแม่ของผู้เรียนมาเป็นภาษาไทย ฝึกอ่านออกเสียงให้ถูกต้อง เป็นต้น แต่อัตราส่วนของการฝึกปฏิบัติและการเรียนก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบหลักสูตรโดยรวมและการออกแบบเนื้อหาที่ค่อยๆ สอนไปทีละขั้นๆ ของคุณครูแต่ละท่านหรือของสถาบัน/โรงเรียนแต่ละแห่ง
  • โอกาสฝึกนอกห้องเรียนกับคนไทยบ่อยไหม – ผู้เขียนมีนักเรียนบางคนที่สนใจภาษาไทยจนมาลงเรียน แต่พอถามว่ามีโอกาสที่จะเอาไปใช้ในชีวิตขณะนี้สักแค่ไหน คำตอบคือไม่ค่อยมีโอกาสเพราะอยู่ต่างประเทศและวันๆ ก็ยุ่งกับการทำงาน แต่ที่มาลงเรียนเพราะมีแผนที่จะย้ายมาทำงานและใช้ชีวิตในประเทศไทย เคยแนะนำให้เขาลองทำความรู้จักกับเพื่อนที่เป็นคนไทยเพื่อหัดใช้ภาษาไทยในการสนทนาโต้ตอบ บางครั้งนักเรียนของเราใช้ภาษาไทยเวลาไปกินอาหารที่ร้านอาหารไทยในเมืองที่เขาอยู่หรือเขาไปเที่ยว การฝึกกับคนไทยจะมีส่วนช่วยให้ผู้เรียนของคุณครูได้ลองเอาสิ่งที่เรียนไปใช้ในชีวิตประจำวัน คนไทยเราส่วนมากจะพร้อมเข้าใจเวลาที่ได้ยินชาวต่างชาติมาพูดภาษาไทยด้วย ถึงจะเสียงผิดๆถูกๆ ก็พอเดาออก และถ้ารู้จักกันเป็นการส่วนตัวก็ช่วยแก้การออกเสียงที่ผิด(ส่วนมากเป็นเสียงวรรณยุกต์)ให้ได้
  • มีเวลาเพื่อทำการบ้านมากน้อยเพียงใด – สำหรับชาวต่างชาติที่มาเรียนภาษาไทยนั้น ควรจะเผื่อเวลาที่ตนเองคิดว่าจะพอกำหนดไว้เพื่อใช้ทำการบ้านและฝึกฝนสิ่งที่เรียนมา บางคนอาจจะมีเวลาวันละครึ่งชม.ถึงหนึ่งชม. การได้ทำการบ้านและฝึกฝนบ่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เกิดความคุ้นเคยกับเสียง คำศัพท์ และการใช้ภาษามากกว่าผู้ที่นานๆ มาโหมทำสักที
  • มีความตั้งใจที่จะเรียนให้ได้ผลที่ต้องการในเวลาเท่าใด – และ เป็นระยะเวลาที่”สมจริง (realistic)” แค่ไหน – ผู้เรียนบางคนอยากจะเรียนให้ตนเองสามารถใช้ภาษาไทยในการทำงานได้เลยภายในหนึ่งเดือน จากการไม่เคยรู้จักภาษาไทยมาก่อน แถมภาษาแม่ของตนเองก็แตกต่างจากภาษาไทยคนละตระกูล แถมเวลาที่จะเผื่อนอกชั้นเรียนเพื่อฝึกฝนหรือทำการบ้านก็ยังไม่ค่อยจะมีเสียอีก แบบนี้ผู้เขียนก็คงจะบอกว่าคงมีโอกาสน้อย นอกจากจะจำคำศัพท์ได้สักจำนวนหนึ่งและใช้โต้ตอบได้นิดๆหน่อยๆ

การที่จะเรียนภาษาต่างประเทศให้ได้ผลดี ส่วนสำคัญที่สุดของผู้เรียนคือความมุ่งมั่นตั้งใจ และความขยันในการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะการทำการบ้านที่คุณครูให้ แต่สามารถหาได้จากการแหล่งความรู้สาพัดสารพันในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีมีส่วนช่วยอย่างมากมายนะคะ

 

สำหรับคุณครูที่เริ่มสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติที่ได้อ่านบทความนี้แล้ว และรู้สึกว่าอยากจะหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเปิดโลกทัศน์ของการสอน ตลอดจนเพิ่มพูนทั้งความรู้และทักษะให้แก่ตนเอง เพื่อเพิ่มประสบการณ์การสอนของตนเองให้มากขึ้น ผู้เขียนขอแนะนำให้ท่านลองติดต่อ TSLTK ดูนะคะ เพราะทางสถาบัน TSLTK มีบริการทั้งคอร์สสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คอร์สอบรมคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นครูสอนภาษาไทยออนไลน์หรือออฟไลน์ และยังมีบริการในเรื่องสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติชนิดต่างๆ ทั้งบทเรียนและแบบฝึกหัด ที่ออกแบบมาและพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลจริงกับผู้เรียนต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยมีการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาสื่อการสอนเหล่านี้มานานนับสิบๆ ปีทีเดียว และในขณะนี้ก็กำลังผลิตสื่อการสอนสำหรับผู้ใหญ่โดยเฉพาะที่ใกล้จะวางแผงเร็วๆนี้แล้ว ทางสถาบันฯ พร้อมให้คำแนะนำและบริการคุณครูเสมอค่ะ

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร หนังสือ และคอร์สอบรมของเราได้ที่ไลน์ @TSLTK

โดย ครูหนูอ้น

 

😎😎😎😎😎

 

อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

แจกฟรี! สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ PDF

สอบถามเพิ่มเติมทางไลน์ @TSLTK ได้เลยนะคะ

 

👩‍🏫 คอร์สอบรมและสื่อของเราเหมาะสำหรับ

✅ ครูที่สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติอยู่แล้ว

✅ ผู้ที่สนใจเริ่มต้นอาชีพครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

 

#อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#เทคนิคการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติPDF

#ฟรีตัวอย่างสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#วิธีสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#คู่มือสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

ภาษาไทยยากตรงไหน

ภาษาไทยยากตรงไหน

เคยมีใครถามบ้างไหมคะว่า “ภาษาไทยยากไหม” หลายๆ คนถูกถามแล้วก็อาจจะหยุดเพื่อคิดสักครู่ก่อนจะตอบว่า “ก็ยากเหมือนกันนะ” แล้วเราก็ตอบแบบนี้ทั้งๆ ที่เราใช้ภาษาไทยในการสื่อสารมาตั้งแต่เราเกิด เรียนที่โรงเรียนโดยมีวิชาภาษาไทยเป็นวิชาบังคับมาตลอด กลับบ้านไปก็ใช้ภาษาไทยนี้แหละที่พูดกับคุณพ่อคุณแม่ พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ

แล้วใช้ภาษาไทยมาตั้งเป็นสิบๆ ปี ยังบอกว่าภาษาไทยยากอีกหรือคะ

ผู้เขียนอยากจะบอกว่า ถึงจะใช้ภาษาไทยมาตลอด ก็ไม่ค่อยจะกล้าสรุปว่าภาษาไทยนั้นง่ายหรอกนะคะ เพราะที่เราๆ ท่านๆ ใช้กันในชีวิตประจำวันนั้น ใช่ว่าจะถูกต้องไปเสียทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ มีทั้งใช้ภาษาผิดหลักภาษา ใช้คำผิด สะกดคำผิด (ขนาดคำว่า”เปอร์เซ็นต์” นี่ก็ยังต้องไปเปิดพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานดูเลย) เมื่อมาเป็นคุณครูสอนภาษาไทยนี่ยิ่งต้องระวังมากขึ้น พยายามให้มีข้อผิดพลาดให้น้อยที่สุด ไม่ว่าจะในขณะที่สอนนักเรียนต่างชาติหรือทำคอนเทนต์บนสื่อโซเชียลก็ตาม

พอผู้เขียนไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมก็พบว่า สถาบันที่มีชื่อว่า Foreign Service Institute ได้จัดระดับความยากในการเรียนภาษาไทยให้อยู่ในกลุ่มที่ 3 (Category III) เรียกว่า”ค่อนข้างยาก” โดยพิจารณาจากภาพรวมของการเรียนภาษาในแง่มุมต่างๆ ทั้งในแง่ของ

  • Linguistic Distant ยิ่งภาษาแม่ของผู้เรียนมีความแตกต่างทางภาษาศาสตร์จากภาษาที่ต้องการเรียนมากเท่าไร ก็จะยิ่งมีระดับของความยากเพิ่มมากขึ้น
  • Grammar ระบบไวยากรณ์
  • Pronunciation การออกเสียง ซึ่งจะพบว่าภาษาที่เป็น Tonal Language (หรือภาษาที่ระดับของเสียงที่แตกต่างกันมีผลต่อความหมายของคำ)มักจะเรียนรู้และฝึกฝนยากกว่า
  • Writing System ระบบการเขียน ซึ่งรวมถึงการใช้อักษรแบบโรมันแบบตัวอักษรภาษาอังกฤษ การใช้อักษรในภาษาของตนเอง และการใช้อักษรที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของภาษา เช่นภาษาจีน

โดยที่สถาบันฯ ดังกล่าวจะพิจารณา”ความยากของการเรียนภาษานั้นๆ” จาก ”ระยะเวลา” ที่บุคคลผู้นั้น(ที่มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่)ใช้ในการเรียนและฝึกฝนภาษานั้นจนถึงขั้นที่ 3 – ซึ่งในขั้นนี้จะเทียบได้กับการสื่อสารที่สามารถฟัง พูด อ่าน เขียนเพื่อการใช้ชีวิตและการทำงานได้คล่อง สำหรับภาษาในกลุ่มที่ 3 (Category III) ที่ทางสถาบันฯ จัดระดับความยากของภาษาไทยไว้นั้น หมายถึงผู้เรียนชาวต่างชาติจะใช้เวลาเรียนภาษาในกลุ่มนี้ประมาณ 44 สัปดาห์ หรือใช้เวลาประมาณ 1,100 ชั่วโมงในการฝึกฝนจนสามารถใช้ภาษาในกลุ่มนี้ได้ในเกณฑ์ดี

แล้วชาวต่างชาติทั่วๆ ไปมองว่าภาษาไทยยากตรงไหน

จากประสบการณ์ของผู้เขียนเมื่อเริ่มเป็นคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ รวมทั้งจากการค้นคว้าและแบ่งปันประสบการณ์จากคุณครูท่านอื่นๆ เราพบว่าชาวต่างชาติส่วนใหญ่จะบอกว่า ความยากของภาษาไทยอยู่ที่เรื่องต่างๆ เหล่านี้ค่ะ

  1. ระดับเสียง (Tones) – เรื่องเสียงวรรณยุกต์ของภาษาไทยนี่ดูจะยืนหนึ่งมาเลยนะคะ ผู้เรียนหลายคนไปเห็นคอนเทนต์ที่คุณครู (หรือ influencer) หลายท่านทำเพื่อดึงดูดผู้ชมหรือผู้ที่สนใจภาษาไทย บ้างก็จะหัวเราะขำๆ บ้างก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ที่คุณครูภาษาไทยแอบเศร้าที่สุดคือ ผู้ที่อยากเรียนภาษาไทยบางคนล้มเลิกความคิดที่จะเรียนภาษาไทยไปเลยเพราะเห็นคอนเทนต์ทำนองนี้แล้วไม่กล้าเรียน กลัวว่าตนเองจะเรียนไม่ได้
  2. ลักษณนาม (Classifier) – ลักษณนามเป็นส่วนหนึ่งของภาษาที่ไม่มีในภาษาอังกฤษ เพราะในภาษาอังกฤษเมื่อจะบอกจำนวนนับหรือ number ของคำนาม ก็จะบอกตัวเลขไว้ข้างหน้าคำนามนั้นไปเลย เช่น three (3) dogs แต่ในภาษาไทยเราจะเริ่มด้วยคำนาม ตามด้วยจำนวนแล้วจึงจะมีคำลักษณนามของคำนามนั้นๆ ดังนั้น three dogs ในภาษาอังกฤษ หรือ les trois chiens ในภาษาฝรั่งเศส หรือ drei hunde ในภาษาเยอรมัน จึงใช้ว่า “หมาสามตัว”ในภาษาไทย ชาวต่างชาติมักจะรู้สึกว่าเวลาเรียนคำนามในภาษาไทยจึงต้องจำลักษณนามหรือ classifier ของนามนั้นๆ ไปด้วย เพราะจะว่าไปก็มีการใช้ลักษณนามนอกเหนือจากการบอกจำนวนอีก เช่น ใช้ลักษณนามเมื่อมีการ”บ่งชี้”หรือชี้เฉพาะ เช่น รถคันนี้ หมาตัวนี้ หรือใช้ในการถาม-ตอบเกี่ยวกับปริมาณและราคา เช่น ส้มราคากิโลละกี่บาท บ้านราคาหลังละเท่าไหร่ เป็นต้น ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วก็ออกจะเป็นเรื่องจุกจิกอยู่พอสมควรเหมือนกัน
  3. คำลงท้าย (particles) – เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้เรียนต่างชาติมักจะมีคำถามกับคุณครูภาษาไทย เชื่อว่าคุณครูภาษาไทยที่สอนจนถึงบทสนทนาจะต้องถูกถามเกี่ยวกับเรื่องคำลงท้ายนี้แล้วทุกคน แรกเริ่มคุณครูส่วนมากจะสอนคำว่า ครับ ค่ะ คะ แต่ต่อๆ มาก็จะเริ่มมีคำอื่นๆ ตามมา เช่น เหรอ หรอก ละ นะ น่ะ เลย หน่อย เถอะ จัง ฯลฯ ซึ่งคำเหล่านี้ไม่ได้มีคำแปลที่ตรงตัวกับคำภาษาอังกฤษ และคนไทยก็จะใช้คำเหล่านี้เป็นไปเองตามความเคยชินในการใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน จึงทำให้อธิบายยากพอสมควร
  4. การเขียนภาษาไทยไม่มีการเว้นวรรคระหว่างคำ – เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ชาวต่างชาติจะงุนงงมากเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มเรียนการเขียนและการอ่านภาษาไทย เพราะในภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นๆ นั้น แต่ละคำจะเขียนโดยมีการเว้นวรรค (ประมาณหนึ่งเคาะบน space bar) ทำให้ทราบว่าคำๆ นี้ยาวแค่ไหน มีพยัญชนะท้ายคำหรือตัวสะกดหรือเปล่า แต่สำหรับภาษาไทยจะเขียนติดกันไปยาวๆ จนกว่าจะจบความหรือจบประโยคจึงจะเว้นวรรคเพื่อขึ้นต้นความหรือประโยคใหม่ (ประมาณสองเคาะบน space bar) นอกจากนี้ในภาษาไทยยังไม่นิยมเขียนเครื่องหมายวรรคตอนเพื่อแบ่งคำ ความ หรือประโยค เช่น มหัพภาค (.) หรือจุลภาค (,) หรือแม้กระทั่งเครื่องหมายปรัศนี (?) เพื่อแสดงว่าประโยคนั้นเป็นประโยคคำถาม เพราะในภาษาไทยเราใช้คำลงท้ายและคำแสดงคำถามอยู่แล้ว เราจึงทราบว่าเป็นประโยคคำถาม เช่นคำว่า ไหน หรือ เหรอ รึเปล่า ไหม ทำไม ที่ไหน เป็นต้น

ทั้ง 4 หัวข้อนี้ ดูจะเป็นสิ่งที่ชาวต่างชาติที่สนใจจะเรียนภาษาไทยรู้สึกว่าเป็นเรื่อง ”ยาก” อันดับต้นๆ สำหรับพวกเขา แต่บางคนก็จะมองว่าเป็นเรื่องที่ “ท้าทาย” และมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้ฝึกฝนเพื่อให้ก้าวข้ามความยากหรือความท้าทายนี้ให้ได้ พวกเราในฐานะคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติจึงควรระลึกเสมอว่า หน้าที่หนึ่งของพวกเราคือการ”เข้าใจ”ความรู้สึกของพวกเขา และการ”ช่วยเหลือ”ให้พวกเขาได้เข้าใจ เรียนรู้และสามารถใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารได้ตามที่พวกเขาตั้งใจไว้

 

สำหรับคุณครูที่เริ่มสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติที่ได้อ่านบทความนี้แล้ว และรู้สึกว่าอยากจะหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อช่วยเปิดโลกทัศน์ของการสอน ตลอดจนเพิ่มพูนทั้งความรู้และทักษะให้แก่ตนเอง เพื่อเพิ่มประสบการณ์การสอนของตนเองให้มากขึ้น ผู้เขียนขอแนะนำให้ท่านลองติดต่อ TSLTK ดูนะคะ เพราะทางสถาบัน TSLTK มีบริการทั้งคอร์สสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คอร์สอบรมคุณครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นครูสอนภาษาไทยออนไลน์หรือออฟไลน์ และยังมีบริการในเรื่องสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติชนิดต่างๆ ทั้งบทเรียนและแบบฝึกหัด ที่ออกแบบมาและพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลจริงกับผู้เรียนต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยมีการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาสื่อการสอนเหล่านี้มานานนับสิบๆ ปีทีเดียว ทางสถาบันฯ พร้อมให้คำแนะนำและบริการคุณครูเสมอค่ะ

สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร หนังสือ และคอร์สอบรมของเราได้ที่ไลน์ @TSLTK

โดย ครูหนูอ้น

 

😎😎😎😎😎

 

อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

แจกฟรี! สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ PDF

สอบถามเพิ่มเติมทางไลน์ @TSLTK ได้เลยนะคะ

 

👩‍🏫 คอร์สอบรมและสื่อของเราเหมาะสำหรับ

✅ ครูที่สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติอยู่แล้ว

✅ ผู้ที่สนใจเริ่มต้นอาชีพครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

 

#อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#เทคนิคการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติPDF

#ฟรีตัวอย่างสื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#วิธีสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#สื่อการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

#คู่มือสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ